7 เสต็ปการ “ซื้อหุ้น” แบบละเอียด สำหรับมือใหม่หัดเล่น

มือใหม่หัดเล่นหุ้นกับการเปิดบัญชีหุ้น

ยุคนี้ การลงทุนในหุ้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป เพราะด้วยข้อมูลที่เข้าถึงได้จากทุกที่ทั่วโลกผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราเข้าถึงการเป็นเจ้าของหุ้นที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น เรายังมีโอกาสเติบโตไปกับการลงทุนในบริษัทชั้นนำของต่างชาติอีกด้วย

C:Usersphanchita.kosDownloadspexels-pixabay-210600.jpg

ก่อนจะมีหุ้นตัวแรกในพอร์ต ก็ต้องมีบัญชีไว้สำหรับซื้อขายหุ้นก่อน ในการเปิดบัญชีนั้น เราสามารถไปที่สำนักงานของโบรกเกอร์ (เช่น ธนาคารพาณิชย์ และแจ้งความประสงค์) หรือเปิดออนไลน์ พร้อมเตรียมเอกสารแสดงตัวตนและแหล่งที่มาของเงินได้ ผู้ให้บริการแต่ละราย มีรายละเอียด และเงื่อนไขต่างกัน ผู้ลงทุนควรศึกษาจากเว็บไซต์ของผู้ให้บริการโดยตรง

บัญชีเล่นหุ้น จำแนกได้ 3 ประเภทของการวางเงินเป็นหลักประกัน แนะนำให้ศึกษาลักษณะสำคัญของบัญชีแต่ละประเภท เพื่อดูว่าตนเองเหมาะกับการวางเงินประกันแบบใดเพื่อมิให้เกิดความเสี่ยงมากเกินไป

ประเภทที่ 1 บัญชีเงินสด หรือ Cash Account ผู้ลงทุนจะต้องมีเงินทุนเป็นหลักประกันประมาณ 15% ของวงเงินที่ได้รับการอนุมัติจากโบรกเกอร์ สามารถลงทุน (ซื้อ) ก่อน และค่อยชำระเงินภายหลังได้ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนมือใหม่ และผู้ที่ควบคุมการจัดการรายจ่ายตนเองได้เป็นอย่างดี

ประเภทที่ 2 บัญชีแคช บาลานซ์ หรือ Cash Balance ผู้ลงทุนจะลงทุนซื้อหุ้น (หรือหลักทรัพย์) ได้เท่าจำนวนเงินที่มีในบัญชี และเงินจะถูกตัดจากบัญชีทันทีเมื่อส่งคำสั่งซื้อ เหมาะกับผู้ลงทุนมือใหม่เพราะสามารถจำกัดการจ่ายเงินได้เมื่อหากเกิดข้อผิดพลาด และผู้ที่ต้องการควบคุมจัดการจำนวนเงินลงทุนของตน

ประเภทที่ 3 บัญชีเครติดบาลานซ์ หรือบัญชีมาร์จิน หรือ Credit Balance ผู้ลงทุนสามารถออกเงินเพียงส่วนหนึ่งและกู้ยืมจากโบรกเกอร์อีกส่วนหนึ่ง หมายความว่า ไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนเต็มจำนวน เช่น ต้องการซื้อหุ้นเดี่ยวมูลค่า 1,000 บาท ผู้ลงทุนอาจใช้เงินตนเองเพียง 20% และกู้ยืมจากโบรกเกอร์อีก 80% หรือจ่ายเองครึ่งหนึ่ง กู้ยืมครึ่งหนึ่งก็ได้ อย่างไรก็ตาม จะต้องเสียดอกเบี้ยกู้ยืมให้โบรกเกอร์ บัญชีประเภทนี้จึงเหมาะกับนักลงทุนผู้มีประสบการณ์ ที่จะสามารถคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตจะมีกำไรจากการลงทุน (เพื่อนำมาจ่ายคืนส่วนที่กู้ยืมได้) และผู้ที่สามารถบริหารการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ต่อไปนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานของการลงทุนในหุ้นกัน

  1. ในการซื้อขายหุ้นนั้นมีอยู่สองตลาด คือตลาดแรกและตลาดรอง

หุ้นที่บริษัทหรือองค์กรที่ต้องการระดมเงินทุน เสนอขายเป็นครั้งแรกจะเรียกว่า “หุ้น IPO” (Initial Public Offering ) ผู้ที่ลงทุนซื้อหุ้นออกใหม่นั้น จะต้องซื้อใน “ตลาดแรก” (Primary Market) หมายถึงซื้อโดยตรงจากเจ้าของหุ้น นอกจากหุ้น IPO แล้วยังมีหุ้นที่เรียกว่า “Private placement” และ “Preferential Allotment” อีก 2 แบบที่หมายถึงการเปิดซื้อขายหุ้นเป็นครั้งแรก ต่างกันเพียงแค่วิธีการจัดสรรหุ้นให้แก่ผู้ลงทุนเท่านั้น

ต่อมา สมมติว่าผู้ลงทุนหนึ่งที่ถือหุ้น IPO หรือหุ้นอีก 2 แบบนั้นไว้ ต้องการขายออกบางส่วนหรือทั้งหมด เขาจะนำไปขายฝากที่สถาบันการเงิน (เช่น ธนาคารพาณิชย์) หรือโบรกเกอร์ เพื่อรอให้คนอื่น ๆ มาซื้อไปถือไว้ต่อ ในเวลานี้ หุ้นนั้นจะตกไปอยู่ใน “ตลาดรอง” (Secondary Market) ดังนั้น การเทรดของคนส่วนใหญ่ มักจะเป็นการเทรดผ่านตลาดรอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนจำนวนมาก ๆ อันจะช่วยให้สามารถกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์หุ้นของบริษัทอื่น ๆ ได้อีกทางหนึ่งด้วย

  1. ผลตอบแทน

ผลตอบแทนของการลงทุนจะแตกต่างไปตามสินทรัพย์และระยะเวลาที่ถือครอง สำหรับการลงทุนในหุ้น ผู้ลงทุนจะเป็นเสมือนหนึ่งเจ้าของกิจการ โดยไม่ต้องวางเงินก้อนจำนวนมาก ๆ ในการเริ่มต้น

ก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นบริษัทใด ๆ ควรคำนึงถึงคืออัตราผลตอบแทน วอเรนต์ บัฟเฟตต์กล่าวไว้ว่า “จงซื้อกิจการที่คุณรู้จักดี เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค” ต่อไปต้องพิจารณาอัตราผลตอบแทนที่ผ่ผานมาว่าอยู่ในระดับที่พึงพอใจหรือไม่ และประเมินว่าต่อจากนี้ไป ถ้าเรานำเงินไปซื้อแล้ว บริษัทนี้จะเลิกกิจการไปหรือเปล่า จะมีความสามารถหรือโอกาสในการแข่งขันอีกมากน้อยท่าไร


3. การเลือกโบรกเกอร์

นายหน้าค้าหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ คือกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการซื้อขายหลักทรัพย์ให้กับนักลงทุน โบรกเกอร์จะได้รับผลตอบแทนที่หักออกไปจากมูลค่าการซื้อหรือขายของผู้ลงทุนที่เรียกว่า “ค่าสเปรด” หรือที่มักรู้จักในชื่อ “ค่าธรรมเนียมการจัดการ”

ข้อดีของการเล่นหุ้นผ่านโบรกเกอร์คือ ผู้ลงทุนจะได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมต่อเป้าหมายการลงทุน บางโบรกเกรอ์มีจดหมายข่าวส่งมาให้ นักลงทุนสามารถศึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านบริการของพวกเขา

นักลงทุนบางคน อาจเลือกลงทุนด้วยตนเองผ่านการซื้อขายหุ้นออนไลน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการมักมีข้อมูลของหุ้นต่าง ๆ ในตลาดต่าง ๆ ให้ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์

หลักการทั่วไปในการเลือกโบรกเกอร์ ควรพิจารณาค่าธรรมเนียมการจัดการ ประสบการณ์ และชื่อเสียงการบริหารงาน ซึ่งสามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งรวมข้อมูลการลงทุน กระดานสนทนาของผู้ลงทุน และชั่งน้ำหนักดูว่ารูปแบบการลงทุนของตน เหมาะกับบริการของโบรกเกอร์ใด


4.การเปิดบัญชีซื้อขาย, การซื้อขายผ่านนายหน้า

C:Usersphanchita.kosDownloadspexels-serpstat-572056.jpg

ผู้เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ เตรียมเอกสารสำคัญแสดงตัว แหล่งที่มาของเงินได้ ข้อมูลการชำระภาษีให้เรียบร้อย และไปยังเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ

โดยทั่วไป ในเว็บไซต์ของผู้ให้บริการจะให้กรอกข้อมูลส่วนตัว ถ่ายภาพตนเอง อัพโหลดสำเนาเอกสาร (หากเป็นบริการของต่าางประเทศ อาจต้องเตรียมข้อมูลที่เป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้น อย่าลืมศึกษาเงื่อนไขให้ละเอียดก่อน)


5.โหลดแอพซื้อขายหุ้น

โบรกเกอร์หลายรายมีแอพพลิเคชั่นที่ใช้ได้ทั้งบนสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และเครื่องคอมพิวเตอร์ การซื้อขายจึงกระทำได้สะดวก รวดเร็วบนอินเทอร์เน็ต ดังนี้

แบบ Streaming (สตรีมมิง) หมายถึง ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลสินทรัพย์แบบเรียลไทม์ (อาจมีล่าช้าบ้าง 15 – 20 นาที แต่ไม่ถึงเป็นวัน) แก่ผู้ใช้งานโดยตรงผ่านช่องทางที่ให้บริการ เช่น แอพพลิเคชั่น Settrade ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อลงทะเบียน เปิดบัญชีซื้อขายแล้วก็สามารถใช้บริการได้เลย

อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์ในประเทศ ก็อาจทำได้เพียงการซื้อขายหุ้นของประเทศไทยเท่านั้น หากนักลงทุนต้องการเพิ่มโอกาสการทำกำไร (และความเสี่ยง) ก็ควรมองหาโบรกเกอร์ออนไลน์จากต่างประเทศด้วย เช่น TD Ameritrade จากสหรัฐอเมริกา ที่มีค่าคอมมิชชั่นและค่าธรรมเนียมไม่สูง ไม่จำกัดเงินลงทุนขั้นต่ำต่อวัน สามารถลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ ได้อีกเช่นกัน และสามารถใช้บริการผ่านสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ได้ในหนึ่งเดียว


6.SET50 คืออะไร?

SET50 เป็นชื่อของดัชนีหุ้น จำนวน 50 ตัวแรกที่มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงสุด 50 อันดับแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีการทบทวนทุก ๆ 6 เดือน ดังนั้น บริษัทที่มีชื่อในรายการนี้ในปีที่แล้ว อาจจะมิได้อยู่ในรายการของปีนี้ก็ได้ หากมูลค่าการซื้อขายโดยรวมเปลี่ยนแปลงไป

นอกจาก SET50 แล้ว ดัชนีหุ้นอื่น ๆ ที่เรามักได้ยินชื่อกันบ่อย ๆ ตามข่าวโทรศัพท์ เช่น Nikkei225 ของตลาดหุ้นโตเกียว ในประเทศญี่ปุ่น หรือ S&P500 ในตลาดหุ้นนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา

ตัวอย่างบริษัทใน SET50 นี้ เช่น บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน (AOT) บริษัทบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (BTS) เป็นต้น ซึ่งเป็นธุรกิจที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นหัวใจของเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะใคร ๆ ต่างก็รู้จักและเคยใช้บริการ จึงส่งผลให้มีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

อาจกล่าวได้ว่าหุ้นดัชนี เป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ที่ค่อนข้างมีปลอดภัยสูง ด้วยมีความเคลื่อนไหว (ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลง) อยู่เสมอ จึงอาจบอกเป็นนัยได้ว่ายังมีกิจกรรมทางการเงินอยู่ ธุรกิจไปได้ไม่ติดขัด นักลงทุนยังพอจะมีโอกาสในการทำกำไรจากการครอบครองหุ้นของบริษัทเหล่านี้อยู่ ไม่ใช่ว่าซื้อแล้วบริษัทขายกิจการทิ้ง

นอกจากการซื้อหุ้นของบริษัทเหล่านี้เป็นรายตัว นักลงทุนยังสามารถซื้อทั้งหมดผ่าน “กองทุนรวมดัชนี” ได้ และจะหมายความว่า เราจะได้เป็นเจ้าของบริษัทถึง 50 บริษัทในเวลาเดียวกัน อย่างน้อย ๆ ก็ยังปลอดภัย เพราะแม้ว่าบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งได้รับผลกระทบ เราก็ยังพอมีอีกทางอ่นที่จะช่วยพยุงเอาไว้ได้

กองทุนรวมดัชนีนั้น เหมาะกับนักลงทุนที่มีทุนไม่มาก หรือที่ต้องการกระจายความเสี่ยงยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ภายใต้เงื่อนไขของบริษัทที่มีความเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ


7. หุ้นราคาแพง 10 อันดับแรกของไทย (พ.ศ. 2563)

ในหัวข้อนี้เราจะมาดูกันว่า ในตั้งแต่ ม.ค. 63 – ธ.ค. 63 ค่าเฉลี่ยหุ้นใดของไทยที่มีราคาสูงสุด 10 อันดับแรก ผู้เขียนนำข้อมูลบริษัทจดทะเบียน ของดัชนี SET50 ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอัพเดทวันที่ 4 ธ.ค. 2563 จำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรม

ธุรกิจ

ชื่อบริษัท

ชื่อย่อ

เปิด

สูงสุด

ต่ำสุด

Banking

Bangkok Bank

BBL

161.00

163.50

88.00

Commerce

Central Pattana

CPN

62.25

64.75

33.25

Construction Material

Siam Cement

SCC

392.00

394.00

244.00

Energy & Utilities

Electricity Generating

EGCO

330.00

350.00

161.00

Food & Beverage

Carabao

CBG

84.50

134.50

46.25

Health Care

Bangkok Dusit Medical Sesvices

BDMS

26.00

26.50

15.60

ICT

Advance Info Service

ADVANC

214.00

224.00

156.00

Media and Publishing

VGI Global Media

VGI

9.60

9.90

4.86

Petrochemicals & Chemicals

PTT PCL

PTT

44.25

47.75

23.20

Transpotation

Airport of Thailand

AOT

74.50

76.75

45.25

ข้อมูลเหล่านี้ สามารถบอกอะไรเราได้บ้าง?

ข้อมูลเหล่านี้ จะเป็นไกด์ได้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมใดกำลังเป็นที่จับตามองในเวลาหนึ่ง ๆ ดังที่กล่าวไปตอนต้นว่า หุ้นในดัชนี SET50 เป็นบริษัทที่ใคร ๆ ต่างก็รู้จัก มีสินค้าและบริการอยู่รอบ ๆ ตัวเรา เช่น บริษัทในกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ที่ยกมา เราจะเห็ยได้ว่าเขาทำป้ายโฆษณาทั้งสิ่งพิมพ์และดิจิทัลตามห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟฟ้า หรือบริษัทในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่ยกมา ก็มีสินค้าหลักเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง และมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนใช้แรงงาน เป็นต้น