การขุด bitcoin คืออะไร? วิธีขุด Bitcoin?

การขุด Bitcoin คืออะไร?

ช่วงหลายปีมานี้ คำว่า “บิทคอยน์” แพร่หลายเข้าสู่คนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ เราเองก็คงเคยได้ยินกันมาบ้าง ว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัล บ้างก็บอกใช้ในการเทรดเพื่อทำกำไรในการลงทุน แต่ว่า... จะดีจริง ๆ หรือ? จะถูกกฎหมายไหม? จะเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือเปล่า? ในบทความนี้ จะพาทุกท่านไปตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินสกุลนี้กัน ว่าจะเหมือนหรือแตกต่างจากเงินสกุลทั่วไปอย่างไรและสร้างความมั่นใจแก่ผู้สนใจด้วยข้อมูลจำเป็น

บิทคอยน์คืออะไร?

ประมาณปี พ.ศ. 2552 (ค.ศ.2019) มีคนหรือกลุ่มคนหนึ่งซึ่งใช้นามแฝงว่า “ซาโตชิ นากาโมโตะ” คิดค้นเงินสกุลนี้ขึ้นมาเป้นเงินสกุลดิจิทัลแรก ๆ ของโลก คำว่าเงินสกุลดิจิทัลนั้น ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Cryptocurrency” มีความหมายว่า “สกุลเงินที่เข้ารหัส” แน่นอนว่า การเข้ารหัสย่อมมีความปลอดภัย และไม่ต้องผ่าน “คนกลาง” เช่นธนาคารพาณิชย์หรือตัวแทนรับชำระเงินเช่นบริษัทบัตรเครดิตที่เรารู้จักชื่อกันดี การชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการด้วยวิธีการนี้ เราจะต้องมีบิทคอยน์ในกระเป๋าเสียก่อน หรือที่เรียกว่า “Bitcoint Wallet” โดยการซื้อผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่มีอยู่

สกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ มีอะไรอีกบ้าง?

นอกเหนือจากบิทคอยน์ซึ่งเป็นสกุลที่หลายคนได้ยินชื่อบ่อย ๆ แล้ว เงินสกุลดิจิทัลยังอาจประกอบด้วย Bitcoin, Bitcoin Cash, Ethereum, Ethereum Classic, Litecoin, Ripple และ Stellar ซึ่งเป็น 7 สกุลเงินดิจิทัลที่เวลานี้ (พ.ศ.2563) ประเทศไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รับรองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ท่านที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเทรด การดำเนินการต่าง ๆ ได้ผ่านทางสื่อการเรียนรู้ฟรีของ ก.ล.ต.

อย่างไรก็ตาม แม้เป็นสิ่งที่กฎหมายรับรองแล้ว แต่เพราะความที่ยังไม่แพร่หลาย หลายคนจึงอาจยังไม่มีความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอในการดูแลจัดการกับมัน จึงอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในการหลอกให้สูญเงินจำนวนมากได้

ข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์ ทราบว่าเวลานี้ (20 พ.ย. 2563) มูลค่าของบิทคอยน์ 1 บิทคอยน์ มีมูลค่าประมาณ 538,000 บาท ซึ่งเวลานี้นับเป็นช่วงที่มีมุลค่าสูงสุดเท่าที่เคยเป็นมา จากที่ผ่านมา พบว่ามูลค่าของบิทคอยน์ที่เมื่อเทียบกับเงินสกุลดั้งเดิม จะมีมูลต่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า ยิ่งมีความต้องการ (Demand) มากเท่าไร ภายใต้สิ่งของที่มีจำกัดหรือลดลง (Supply) ก็ยิ่งส่งผลให้มูลค่าของของสิ่งนั้นสูงขึ้น

บิทคอยน์ต่างจากเงินแบบดั้งเดิมอย่างไร

อักษรย่อของเงินสกุลบิทคอยน์คือ “BTC” บางคนมีบิทคอยน์ครอบครองจากการ “ขุด” บางคนมีจากการ “ซื้อ” ก่อนอื่น เราจะมาดูเปรียบเทียบกันว่า สกุลเงิน 2 ประเภทนี้ มีจุดเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้างในแง่ต่าง ๆ

Ø การแลกเปลี่ยน: ไม่ต่างจากกันเท่าไร

Ø การบริโภค: ปัจจุบัน หลายธุรกิจ เช่น Line, Airbnb, Uber Eat ตื่นตัวในการเปิดรับการชำระเงินบ้างแล้ว

Ø การเคลื่อนย้าย: บิทคอยน์ทำได้ง่ายกว่า เพราะเป็นดิจิทัล

Ø ความมีเสถียรภาพ: เนื่องจากบิทคอยน์ปราศจากรัฐบาล หรือคนกลางมาเกี่ยวข้องในการจัดการดูแล จึงหมดปัญหาเงินเฟ้อ

Ø ความปลอดภัย: สามารถทำธุรกรรมผ่านการยืนยันรหัส โดยไม่จำเป้นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล จึงปลอดภัยกว่า

Ø ความสะดวกในการถ่ายโอน: เพราะปราศจากคนกลาง และไม่ขึ้นกับสถานการณ์ใด ๆ ของประเทศใด ๆ จึงหมดกังวลข้อจำกัดใดนการถ่ายโอน

ยิ่งไปกว่านั้น การที่บิทคอยน์เป็นอิสระจากรัฐบาลหรือคนกลางใด ๆ ที่จะเข้ามาควบคุมจัดการ ราคาของมันจึงมิได้อ้างอิงหรือผูกติดกับโลหะมีค่าเช่นเงิน หรือทอง เช่นเดียวกับสกุลเงินแบบดั้งเดิม (เช่น ดอลลาร์สหรัฐ, บาท, เยน เป็นต้น) รายการธุรกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะถูกบันทึกไว้ในระบบดิจิทัลตลอดไป

กล่าวกันว่า นับแต่ซาโตชิ นากามูระ คิดค้นบิทคอยน์ขึ้นนั้น มันจะมีปริมาณได้มากถึง 21 ล้านหน่วย และจะลดลงทุก ๆ 4 ปี ซึ่งเมื่อครบจำนวนแล้ว มันก็อาจจะสูญสลายไป เมื่อถึงวันนั้น คงมีสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ เข้ามาแทนที่ หรือไม่ก็มันจะเพิ่มจำนวนขึ้นจากการพัฒนาของระบบ หรือเทคโนโลยีที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

จากภาพด้านบนนี้ จะเห็นได้ว่า แรกเริ่มเดิมทีในปี 2009 (พ.ศ.2552) มีบิทคอยน์อยู่ 21 ล้านหน่วย (หรือบล็อก) ให้ขุด (เปรียบเสมือเหมืองแร่ ที่มีในปริมาณจำกัด ย่อมมีวันหมดไป) ที่ผ่านมาและการประมาณการณ์ พบว่าทุก ๆ 4 ปี จำนวนหน่วยหรือบล็อกที่มีจะลดลงครึ่งหนึ่ง จนกระทั่งไม่เหลือเลย ประมาณการณ์ว่าในปี 2025 (พ.ศ. 2568) บิทคอยน์จะถูกขุดออกไปแล้วกว่า 95% ของที่มี และจะหมดไปราวปี 2145 (พ.ศ.2683) หลังจากนั้น นักขุดบิทคอยน์จะยังได้รับค่าตอบแทนจากค่าธรรมเนียมการทำรายการจากบรรดาผู้ใช้งาน

ตรงกันข้ามกับเงินตราแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็น เงินบาทไทย ดอลลาร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น ฯลฯ ที่รัฐบาลจะพิมพ์เงินออกมาทดแทนเข้าสู่ตลาดเรื่อย ๆ และหากเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจหรือการบริหารงานที่ผิดพลาด ก็อาจส่งผลให้สกุลเงินของประเทศนั้น ๆ อยู่ในภาวะเงินเฟ้อได้ เช่นที่หลายประเทศประสบมา

การขุดบิทคอยน์คืออะไร มีวิธีการอย่างไร

ดังที่กล่าวไปตอนต้นว่า บางคนมีบิทคอยน์ในครอบครองจากการขุด ในขณะที่บางคนมีได้จากการซื้อ เราจะมาศึกษากันว่า 2 วิธีการนี้ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

การขุดบิทคอยน์ หรือ Bitcoint Mining หมายถึง การที่ใครบางคนรับทราบว่าจะมีการส่งบิทคอยน์จากคนหรือกลุ่มคนหนึ่งไปยังอีกคนหรือกลุ่มคนหนึ่ง เขาจะรับหน้าที่เป็นคนที่จะเสาะหารหัสนั้นมาเพื่อทำการยืนยันการมีตัวตนของธุรกรรม เนื่องจากว่าระบบของบิทคอยน์เป็นระบบที่มีการรักษาความปลอดภัย ผู้ที่จะได้รับหรือนำไปใช้ได้นั้นจะต้องเป็นบุคคลที่พิสูจน์แล้วว่าตรงกับที่ผู้ส่งต้องการให้รับ และเขาจะได้รับผลตอบแทนจากการทำงานโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่า โดยการคำนวณที่หักออกจาก “ค่าดำเนินการ” หรือ Transaction Fee จากผู้ใช้งาน

นักขุด หรือ Miner รับผลตอบแทนจากการทำงานซึ่งแลกมาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และฮาร์ดแวร์อีกหลากหลายชนิดที่มีสมรรถภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วไป ยิ่งมีคอมพิวเตอร์และระบบที่เสถียรมากเท่าไร โอกาสในการทำงานให้สำเร็จก็จะรวดเร็วกกว่าคนอื่น ๆ

บิทคอยน์วอลล็อต (Bitcoin Wallet) คืออะไร?

บิทคอยน์วอลเล็ต คือ กระเป๋าเงินที่นักขุดมีไว้รับบิทคอยน์ที่แลกมาจากการขุดบิทคอยน์ มีลักษณะคล้าย USB drive ที่อาจพกพาไปไหนมาไหนได้ เสมือนเราถือกระเป๋าเงินมูลค่าหลายล้านบาทไว้กับตัว ซึ่งจะมีเพียงอันเดียวในโลก ดังนั้น หลายคนจึงเลือกที่จะเก็บรักษาไว้ในที่ที่ปลอดภัย เช่น ตู้เซฟ โดยทั่วไป บิทคอยล์วอลเล็ตอันหนึ่ง ๆ มีมูลค่าประมาณ 60$US

จากนั้น นักขุดต้องเตรียมหาผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนบิทคอยน์ที่หามาได้เป็นเงินสด หรือเงินสกุลดั้งเดิม อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อใช้ชำระค่าไฟฟ้า ค่าเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ได้ลงทุนไป

ไม่เพียงแต่นักขุดเท่านั้นที่จำเป็นต้องมี ผู้ใช้งานบิทคอยน์และผู้เทรดทำกำไรในบิทคอยน์ ก็จำเป็นต้องใช้ด้วยเช่นกัน

ทุกวันนี้ เราสามารถจำแนกประเภทของวอลเล็ตได้ตามรูปแบบการจัดเก็บ ดังนี้

(1) บนแอพพลิเคชั่นมือถือ: รูปแบบของการเก็บแบบออนไลน์ เป็นวิธีที่สะดวกและเป็นที่นิยม เนื่องจากใช้รับจ่ายในการซื้อสินค้าและบริการได้ทันที

(2) บนเครื่องคอมพิวเตอร์: อีกหนึ่งวิธีที่สะดวกและไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ก็จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอรืเน็ตก่อนเพื่อเข้าถึง

(3) บนฮาร์ดแวร์: เป็นหนึ่งรูปแบบของการจัดเก็บแบบออฟไลน์ มีความปลอดภัยสูง เพราะเรารู้ว่ามันจะอยู่ที่ไหนตลอดเวลา (เว้นแต่ว่าทำหายเอง)

(4) บนกระดาษ: อีกหนึ่งรูปแบบของการจัดเก็บแบบออฟไลน์ สำหรับการเก็บแบบระยะยาว หรือการมอบให้ผู้อื่นเป็นของขวัญ

10 บิทคอยน์วอลเล็ตที่คนไทยนิยมใช้

ต่อไปนี้คือบางส่วนของบิทคอยน์วอลเล็ตที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าแบบออนไลน์ หรือออฟไลน์ แบบไหนจะดีที่สุด ผู้ใช้งานควรศึกษาคุณสมบัติเด่น ๆ ของวอลเล็ตแต่ละประเภท พิจารณาค่าธรรมเนียมการใช้จ่าย เพื่อตัดสินใจว่าวอลเล็ตใดจะตอบสนองลักษณะการใช้งาน หรือวัตถุประสงค์การใช้งานของเราได้ตรงที่สุด

(1) Mycelium: วอลลเล็ตในรูปแบบแอพพลิเคชั่น ใช้สำหรับซื้อขาย แลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลต่าง ๆ เป็นแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการบน Android และ iOS ยังไม่รองรับ Windows

(2) Bitcoin Wallet: แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ที่มีคุณสมบัติช่วยในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลดั้งเดิม และสามารถใช้ซื้อขาย แลกเปลี่ยน พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อมีบิทคอยน์เข้าวอลลเล็ตด้วย

(3) Copay Wallet สามารถรองรับการใช้งานสกุลดิจิทัลอื่น ๆ ได้ด้วย มาในรูปของฮาร์ดแวร์ที่มีการเข้ารหัสความปลอดภัยขั้นสูง

(4) Bitcoin Paper Wallet: เป็นวอลเล็ตที่อยู่ในรูปแบบของกระดาษ ผู้ใช้งานจะเข้าไปที่เว็บไซต์ https://walletgenerator.net/ เพื่อทำการสุ่ม Public Key และ Private Key ขึ้นมา ผู้ใช้งานจะเก็บรักษา Private Key ไว้

(5) Trezor Wallet: อีกหนึ่งรูปแบบของการจัดเก็บแบบออฟไลน์ อุปกรณ์มีลักษณะคล้ายฮาร์ดดิสก์สำรองของเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้งานสามารถจัดเก็บเงินสกุลดิจิทัลต่าง ๆ ได้ในเครื่องเดียว

(6) KeepKey เป็นฮาร์ดแวร์วอลเล็ต ลักษณะคล้ายแฟลชไดรว์ สามารถใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์ได้ และสามารถสร้างไพรเวทคีย์ขึ้นมาใหม่ นับเป้นทางเลือกที่ดีในการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล

(7) Exodus วอลเล็ตนี้ สามารถใช้ได้เฉพาะบนเดสก์ท็อปเท่านั้น ไม่ต้องลงทะเขียนให้ยุ่งยาก แต่หากเครื่องคอมพิวเตอร์มีปัญหา ก็อาจจะสูยข้อมูลไปทั้งหมดได้ จึงขอแนะนำให้ใช้เพียงเป้นทางเลือกเสริมเท่านั้น

(8) Paxful ได้รับการรับรองจากผู้นำทางด้านการเงินหลายสำนัก ผู้ใช้งานสามารถซื้อขายบิทคอยน์ได้เท่านั้น ยังไม่รองรับสกุลดิจิทัลอื่น ๆ สามารถใช้ดได้ทั้งบนเดสก์ท็อปและสมาร์ทโฟน

(9) Trezor one เป็นฮาร์ดแวร์วอลเล็ตที่ได้รับความนิยมมากอย่างยาวนาน มีลักษณะคล้ายรีโมทรถยนต์ พร้อมให้กรอกรหัสพิน 4 หลักที่จะเปลี่ยนไปในแต่ละครั้งที่ทำรายการ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เงินสกุลดิจิทับที่จัดเก็บไว้ได้ และใช้ร่วมกับเดสก์ท้อประบบปฏิบัติการต่าง ๆ ได้

(10) Jaxx Liberty สัญชาติแคนนาดาที่ก่อตั้งเมื่อไม่นานมานี้ สามารถใช้ได้ทุกระบบปฏิบัติการและบนสมาร์ทโฟน ผู้ใช้งานจะได้รับไพรเวทคีย์ที่ซึ่งทำธุรกรรมเสร็จแล้วจะไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้ จึงปลอดภัยและวางใจได้ วอลลเล็ตนี้ยังมีบริการฟรีค่าธรรม และรองรับการทำธุรกรรมเงินสกุลดิจิทัลอื่น ๆ ได้อีกด้วย

วิธีขุดบิทคอยน์

อ่านถึงตรงนี้ หลายคนคงเห็นช่องทางการสร้างรายได้มหาศาลจากการเป็นนักขุดบิทคอยน์ แน่นอนว่า ระบบของคริปโตเคอร์เรนซีนี้เปิดโกาสให้ทุกคนเข้ามามีบทบาท คุณจะต้องมีความชำนาญในเรื่องการจัดการระบบอยู่แล้วระดับหนึ่งเพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วแซงหน้านักขุดคนอื่น ๆ นอกเหนือจากความชำนาญ คุณจะต้องมีวอฟต์แวร์สำหรับขุดและเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรียกกันว่า Extremely Powerful Computer (เอ็กซ์ตรีมลี เพาเวอร์ฟูล คอมพิวเตอร์) ที่จะใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าคอมพิวเตอร์แบบโฮมยูสที่ใช้กันตามบ้านเรือน เสมือนมีเครื่องมือที่ดีกว่าคู่แข่ง ดังนั้น สิ่งที่ตามมาคือค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องเพาวเวอร์ของแฮชเครือยข่าย (หรือ Network Hash Power) หมายถึง ขีดความสามารถของเครื่องมือที่จะทำงานได้ในหน่วยวินาที และมูลค่าของผลตอบแทนด้วย จึงขอให้ผู้สนใจลองชั่งน้ำหนักเทียบความสามารถและความคุ้มค่าก่อนเริ่มต้น

วิธีการขุดมีเพียง 3 ขั้นตอนดังนี้ (1) ผู้ส่งประกาศให้ระบบทราบ (2) นักขุดเริ่มทำงาน (3) ผู้รับได้รับ โดยจะขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้

(1) ผู้ส่งประกาศให้ระบบทราบ: ผู้ส่งจะประกาศให้ Full Node ทราบว่าจะทำการส่งบิทคอยน์ไปยังผู้รับ และ Full Node จะกระจายข้อมูลนั้นไปยัง “บล็อก” ของนักขุดทั่วโลก

(2) นักขุดเริ่มต้นทำงานด้วยการถอดรหัสเฉพาะที่จะทำการตรวจสอบรายการธุรกรรมบนเครือยข่าย และยืนยันความถูกต้องกับสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้าและเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกกันให้ถูกต้อง (นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ Black Chain เพราะเชื่อมโยงสิ่งที่มีอยู่แล้วที่คล้ายคลึงกันเข้าไว้ด้วยกัน) บิทคอยน์แต่ละยูนิตจะถูกจำเพาะด้วยรหัสเฉพาะตัวที่เรียกว่า Public Key เช่น 18ukxpD1eqnVjux13ehEz8r4d8py1dSdzw  เสมือนเลขที่บัญชีธนาคารของเรา ที่เมื่อต้องการรับเงินโอนจากใคร เราก็บอกเลขที่บัญชีไปแก่ผู้นั้น (นอกจาก public Key แล้ว บิทคอยน์ยังมี Private Key ที่เป็นเสมือรหัสบัตรเอทีเอ็ม ที่ถ้าหากมีคนอื่นล่วงรู้ เราก็อาจสูญเงินทั้งจำนวนไปได้)

(3) เมื่อนักขุดยืนยันตัวตนของธุรกรรมครั้งนั้น ๆ แล้ว มันจะถูกบันทึกเข้าไปในบล็อกเชน และไม่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป จากนั้น ผู้ส่งและผู้รับเมื่อทำการยืนยันความถูกต้องนั้นแล้ว ผู้รับก็จะได้รับบิทคอยน์เข้าบิทคอยน์วอลเล็ตของตน

ในการจะเป็นผู้ชนะการขุดบิทคอยน์นั้น จะต้องพึ่งพาทั้งความสามารถและโชคชะตา เพราะถึงแม้นักขุดคนนี้จะมีเทคโนโลยีที่ดีมาก ๆ แต่ทำช้ากว่าคนอื่นไปนิดเดียว ก็อาจสูญเสียเวลาที่ทำมาทั้งหมดลงไปได้ในพริบตา หรืออาจกล่าวได้ว่า ในโลกของการขุดบิทคอยน์ แต่ละครั้ง จะมีผู้ชนะเพียงคนเดียวเท่านั้น

ซอฟต์แวร์ขุดบิทคอยน์

ตามที่กล่าวไปข้างต้น นอกเหนือจากมีฮาร์ดแวร์หรือซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ (พร้อมเงินค่าไฟ) แล้ว อุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือซอฟต์แวร์ที่ใช้ขุดนั่นเอง

เปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า หากเราต้องการสร้างเอกสารขึ้น 1 ฉบับ เราจะมีทางเลือกอย่างไรบ้าง บางคนอาจใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อA ส่วนเราใช้ยี่ห้อ B คนคนนั้นอาจพิมพ์เอกสารด้วย MS Word แต่เราพิมพ์ด้วย Google Doc เป็นต้น การจะเลือกใช้ซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์ใด ๆ ก็อาจมาจากการพิจารณาความสามารถในการทำให้งานสำเร็จได้รวดเร็วนั่นเอง

โปรดอย่าลืมว่า... การขุด ได้มายากกว่าการซื้อ

ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานนั้น บางตัวก็อาจรองรับเพียงบางระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ บางตัว ยิ่งใช้งาน ก็ยิ่งทำให้เครื่องช้าลง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น บางซอฟต์แวร์ก็มิได้ออกมาแบบสำหรับทุกคน อาจจะใช้ง่ายในบรรดามืออาชีพที่มีทริกส่วนตัวในการแก้ไขปัญหา บางซอฟต์แวร์ก็อาจถูกสร้างขึ้นมาด้วยวิธีการที่ต่างกัน (เช่น ใช้ภาษา C) ก็อาจทำให้เกิดความยาก ง่ายในการใช้งานแตกต่างกันไป

บิทคอยน์แคช (Bitcoin Cash) คืออะไร

“บิทคอยน์แคช” มีอักษรย่อว่า “BCH” หรือ “BCC” ได้รับการคิดค้นขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ.2559 (ค.ศ.2017) เพื่อใช้เป็น Hard Folk ของบิทคอยน์ หากเกิดว่าในอนาคตบล็อกเชนของบิทคอยน์เกิดใช้งานขึ้นมาไม่ได้ ก็ยังมีสิ่งเข้ามารองรับและเสริมระบบความปลอดภัยที่มีอยู่เดิมให้แข็งแกร่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้บิทคอยน์แคชก็ยังมิได้เป็นที่นิยมแพร่หลายเทียบเท่ากับบิทคอยน์ที่มันได้แยกตัวออกมา

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านพอจะเห็นภาพกว้าง ๆ ของบิทคอยน์ ทั้งในแง่การขุด การเก็บสะสม และมูลค่าเทียบกับเงินบาทแล้ว ณ เวลาที่เขียนนี้ บิทคอยน์มูลค่า 1BTC เทียบเท่าประมาณ 5 แสนกว่าบาท ซึ่งอนาคตอาจมีการเพิ่มขึ้น หรือลดลงได้ ตามความต้องการของคนทั่วโลก จึงนับเป็นสกุลดิจิทัลที่มีความผันผวนสูงในเวลานี้ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจก้าวเข้าสู่โลกของมัน ขอแนะนำให้ศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด