แนะนำวิธีเล่นหุ้น เปิดบัญชีหุ้น และการลงทุนในต่างประเทศสำหรับมือใหม่

แนะนำวิธีเล่นหุ้น เปิดบัญชีหุ้น และการลงทุนในต่างประเทศสำหรับมือใหม่

      การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ทำอะไรกับเงินเลยนั้น เสี่ยงยิ่งกว่า เพราะว่าอนาคต เงินที่ถืออยู่ จะมีมูลค่าลดลงจากพิษของ “เงินเฟ้อ” ที่ทำให้อำนาจซื้อในมือลดลง ครั้นจะฝากธนาคารรับดอกเบี้ย ก็เชื่องช้าไม่ทันการ แถมอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้ออีกด้วย ดังนั้น การลงทุนจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ นิ่งเริ่มต้นเร็วกว่า ด้วยความรู้ที่มากกว่า ย่อมนำพาเราไปถึงเป้าหมายอิสระภาพทางการเงินได้เร็วกว่าเพื่อน

 

      ในบทความนี้ จะขอพาทุกท่านผู้สนใจลงทุนหุ้นต่างประเทศ ไปทำความรู้จักกับภาพรวมของวงการ เปรียบเทียบข้อดี ข้อด้อยของการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศด้วยการเทรดออนไลน์ ที่ไม่ต้องมีเงินทุนมหาศาล หรือเป็นเศรษฐีก่อนแล้วค่อยคิดลงทุน

ซื้อหุ้นยังไง? เล่นหุ้นยังไง?

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินชื่อเสียงของวอเรนต์ บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มหาเศรษฐีชาวอเมริกันวัย 90 ปี ผู้มั่งคั่งจากการเข้าซื้อและถือครองหุ้นของธุรกิจใหญ่หลายรายเป็นระยะเวลานานใช่ไหม ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ ว่าวันหนึ่งข้างหน้า เราก็อาจจะมั่งคั่งเช่นเขาได้เหมือนกัน หากเริ่มต้นลงทุนในหุ้นด้วยความรู้และถูกต้อง

การลงทุนในหุ้นนั้น หมายถึง การนำเงินจำนวนหนึ่งไปฝากให้เจ้าของกิจการนำไปใช้ในการบริหารธุรกิจขององค์กร เพื่อสร้างสินค้าและบริการออกสู่ตลาด นำรายได้กลับคืนมา และผู้ลงทุนหรือเจ้าของเงินนั้น ก็จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “เงินปันผล” นั่นเอง

สมมติว่า เรามองเห็นโอกาสในการสร้างผลกำไรของบริษัทหนึ่ง ซึ่งมีผลประกอบการที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง เราจึงอยากจะเข้าไปเพื่อมีส่วนรวมบ้าง ก่อนอื่น เราจะต้องไปเปิดบัญชีซื้อ – ขายหุ้น เพื่อเป็นช่องทางในการทำการลงทุน จากนั้น จึงเข้าซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวในช่วงที่คาดว่าราคาน่าจะถูก (กว่าช่วงอื่น ๆ) และถือครองไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ระหว่างนี้ ก็ติดตามสภาวะตลาดพร้อมกับค่อย ๆ เติมเงิน (เข้าซื้อเพิ่มเติม) อยู่เสมอ

อันดับแรก ต้องมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่เปิดไว้จากโบรกเกอร์หรือนายหน้าค้าหลักทรัพย์เสียก่อน จากนั้น เมื่อสำรวจดูพบหุ้นที่น่าสนใจ และมีความสามารถในการสร้างผลตอบแทนตามที่คาดการณ์ได้แล้ว จึงเริ่มต้นลงทุน ถือครองนาน ๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ชนะความผันผวนของราคาสินค้า อัตราดอกเบี้ยธนาคาร และอัตราเงินเฟ้อ

เปิดบัญชีหุ้นที่ไหนดี 3 เสต็ปการ “ซื้อหุ้น” แบบละเอียด สำหรับมือใหม่

ในหัวข้อนี้ ขอแนะนำท่านผู้อ่านเกี่ยวกับการเตรียมตัวและเริ่มต้นซื้อหุ้น ยุคนี้เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตแพร่หลาย เราสามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้บนออนไลน์ มีแหล่งข้อมูลให้ศึกษาเตรียมพร้อมก่อนมากมาย ดังนั้น ขอให้ทุกท่านเริ่มต้นด้วยการศึกษาข้อมูลมาอย่างเพียงพอ เพื่อลดความเสี่ยงข้อผิดพลาดต่าง ๆ ก่อนจะเริ่มลงมือ

1.        เปิดบัญชีเทรดหุ้น หรือเปิดพอร์ต

ในการเปิดพอร์ตเทรดหุ้นนั้น สามารถใช้บริการทั้งจากโบรกเกอร์หรือตัวแทนค้าหลักทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยพิจารณาจากผลงานของโบรกเกอร์ ความน่าเชื่อถือ ค่าธรรมเนียม และข้อมูลประกอบอื่น ๆ ก่อนตัดสินใจ

เตรียมเอกสารแสดงตัวตน เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือแสดงรายได้ หรือเอกสารอื่น ๆ ที่แต่ละโบรกเกอร์อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันออกไป

โบรกเกอร์บางราย มีแพลตฟอร์มที่ให้บริการทั้งบนคอมพิวเตอร์ บนสมาร์ทโฟน บนแท็บแล็ต หรือบางรายอาจมีเพียงบางแพลตฟอร์ม บางรายอาจมีโปรโมชั่น กิจกรรมส่งเสริมความรู้ต่างกันออกไป

ปัจจัยที่จะไม่คิดถึงไม่ได้เลยคือ “ค่าธรรมเนียม” การใช้บริการ และเรื่องเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ เพราะปัจจัยนี้ จะส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ โบรกเกอร์บางราย อาจฟรีค่าธรรมเนียม แต่จำกัดวงเงินเทรดขั้นต่ำไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ลงทุนต้องพิจารณาเปรียบเทียบด้วยเช่นกัน

2.        เลือกประเภทของบัญชีที่จะใช้ในการเทรดหุ้น โดยทั่วไป มีบัญชี 3 ประเภท ได้แก่

(1) Cash Balance (บัญชีเติมเงิน) เหมาะกับผู้เริ่มต้นลงทุนในหุ้น ที่ยังไม่มีประสบการณ์และเงินทุนที่มากพอ (โปรดอย่าลืมว่า ถ้าเสีย (ขาดทุน) คุณอาจขาดทุนหมดหน้าตักได้ ดังนั้น จงเริ่มต้นจากก้าวเล็ก ๆ ก่อนเสมอ) บัญชีประเภทนี้ ผู้ลงทุนจะเติมเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปเข้าสู่บัญชีซื้อขายหุ้นก่อน โดยจะมีอำนาจซื้อขายได้เท่าจำนวนเงินที่เติมไว้ในบัญชี (เช่น มีเงินในบัญชี 1,000 บาท จะซื้อหุ้นได้ไม่เกิน 1,000 บาท) และมีอัตราค่าธรรมเนียมด้านการซื้อ – ขายต่ำที่สุด

(2) Cash Account (บัญชีวงเงิน) เหมาะสำหรับผู้มีทุนพอสมควร ยอมรับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้บ้าง สามารถซื้อหุ้นที่มีมูลค่ามากกว่าเงินทุนที่มีได้ แต่ต้องมีทุนแล้วไม่ต่ำกว่า 20% ของราคาหุ้นนั้น ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจการซื้อให้แก่ผู้ลงทุนได้ และบัญชีประเภทนี้ มีจุดเด่นตรงที่ว่า หากมีเงินในบัญชีหุ้นที่ยังมิได้นำไปใช้ซื้อหุ้น คุณจะได้รับดอกเบี้ยจากโบรกเกอร์ด้วย

(3) Credit Balance (เครดิต บาลานซ์) เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีทุน และประสบการณ์ค่อนข้างมาก สามารถคาดการณ์แนวโน้มของตลาดที่อาจกระทบต่อการขึ้น – ลงของราคาหุ้นใด ๆ ได้  เพราะบัญชีประเภทนี้ หากใช้จ่ายอย่างขาดความระมัดระวังแล้ว ก็อาจกลายเป็นหนี้จากการกู้ยืมได้ เพราะบัญชีประเภทนี้ จะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อหุ้นในราคาที่มากกว่าเงินทุนที่มีได้โดยการยืมจากโบรกเกอร์ถึง 50% พร้อมการถูกคิดอัตราดอกเบี้ย

3.        ศึกษาชนิดของหุ้นและเข้าซื้อในช่วงราคาที่ต่ำ (ยอมรับได้) ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือผู้มีประสบการณ์ก็ตาม ต้องศึกษาให้รอบคอบก่อน เพราะราคาของหุ้นแปรผันตามสภาวะของโลก ผู้ลงทุนควรดูว่าชนิดของหุ้นที่ตนสนใจมักได้รับอิทธิพลจากทางใด เช่น การเมืองของภูมิภาค ราคาของน้ำมัน นโยบายการต่างประเทศ ฯลฯ แม้จะมิได้กระทบถึงโดยตรง แต่ก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินในของผู้บริโภคนั่นเอง เมื่อพบแล้ว ก็ต้องดูว่าราคาหุ้นต่อหน่วยของหุ้นชนิดนั้น ๆ ถูกคำนวณด้วยวิธีการใด ที่ผ่านมามีทิศทางการเคลื่อนไหวอย่างไร ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยใดบ้าง และจากสภาวะการณ์ของโลกเรา มันจะเป็นไปในทิศทางใด (ราคาถูกลง หรือสูงขึ้น)

ดัชนีหุ้นคืออะไร?

 

จากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อธิบายคำจำกัดความว่า “อัตราส่วนถ่วงน้ำหนักของหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์” สิ่งที่เราจะทราบได้จากการศึกษาดัชนีหุ้นคือ ทราบแนวโน้มของราคาหุ้นของธุรกิจต่าง ๆ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง

ดัชนีหุ้นไทย ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เช่น ดัชนี SET50 หมายถึง ราคาหุ้น 1 หน่วยของหุ้นจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีมูลค่าการซื้อ – ขายสูงสุด 50 ลำดับแรก บริษัทที่มีหุ้นจดทะเบียนในดัชนีนี้ มักเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ได้รับการพิสูจน์มาเป็นระยะเวลายาวนานว่ามีศักยภาพในการทำกำไรและเติบโตได้ทุกช่วงภาวะสังคม

เราสามารถจำแนกการคำนวณดัชนีราคาหุ้นได้ 3 ประเภท จากนั้น จึงพิจารณาว่า ดัชนีหุ้นที่เราสนใจลงทุนนั้น มีวิธีการคำนวณแบบใด เราสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน โดยทั่วไป เราอาจศึกษาข้อมูลส่วนนี้ได้จากเว็บไซต์ทางการของหุ้นนั้น ๆ และพิจารณาดูว่า เข้ากับสไตล์และความต้องการของเราได้เพียงใด

1.      Capitalization-weighted Index หรือ ดัชนีมูลค่าตลาด: เป็นการคำนวณโดยนำราคาปิดตลาด ณ สิ้นวันทำการ คูณจำนวนหุ้นทั้งหมดในตลาด

2.        Price-weighted Index หรือ ดัชนีราคาตลาด: เป็นการคำนวณผลรวมของราคาหุ้น (แทนการเทียบด้วยจำนวน) 1 หน่วยที่อยู่ในตลาด และหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด ณ เวลานั้น ๆ ซึ่งหากในจำนวนหุ้นเหล่านั้น มีหุ้นตัวใดตัวหนึ่งราคาสูงขึ้น ก็จะพาให้ค่าเฉลี่ยในกลุ่มสูงตามไปด้วย ในทางกลับกัน ก็เช่นกัน

3.        Equal-weighted Index หรือ ดัชนีไม่ถ่วงน้ำหนัก: ดัชนีของหุ้นต่าง ๆ ในกลุ่มบริษัทมหาชนจำกัด ที่ลงทุนด้วยเงินเท่า ๆ กันในตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม ความสามารถของมูลค่าหุ้นของแต่ละหุ้นในแต่ละบริษัทจะแตกต่างกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของความเปลี่ยนแปลง

 ผู้ลงทุนควรศึกษาเพิมเติมว่าหุ้นที่ตนสนใจนั้น อยู่ในการคำนวณมูลค่าดัชนีด้วยวิธีใด แต่ละวิธีการย่อมมีข้อเด่นและด้อยต่างกัน พร้อมกับทำความเข้าใจด้วยว่ามีปัจจัยใดบ้างที่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าดัชนี เช่น การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของจำนวนหุ้นในตลาด และชั่งน้ำหนักดูว่า ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงขอเรา เหมาะสมกับดัชนีประเภทใด

 

ในฐานะนักลงทุน เราจะได้ประโยชน์อะไรจากการศึกษาดัชนีหุ้นเหล่านี้บ้าง?

คำตอบก็คือ ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง เพิ่มทางเลือกในการตัดสินใจลงทุน เทียบกับการลงทุนในหุ้นใด ๆ ที่เพียงฟังแค่ชื่อ แต่ไม่ทราบความเป็นมาขององค์กร ไม่ทราบทิศทางการบริหาร และปัจจัยที่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้ ก็ยากที่จะตัดสินใจลงทุน หากแต่เลือกลงทุนในหุ้นดัชนี (เช่น SET50, SET100, S&P 500 ฯลฯ) ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เราได้ เพราะเรามีผู้ช่วยกรองข้อมูลมาก่อนแล้วชั้นหนึ่งนั่นเอง

 ลงทุนเล่นหุ้นต่างประเทศอย่างไร?

การลงทุนในหุ้นต่างประเทศนั้น ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้ เรามีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ผ่านแอพพิเคชั่นของบรรดาโบรกเกอร์หรือ บลจ. ของธนาคารชื่อดังในประเทศ หรือแม้แต่ของเอกชน เช่นเว็บไซต์ที่มีทางเลือกให้เทรดออนไลน์ได้ เช่นที่กล่าวไปในหัวข้อก่อน

ผู้ลงทุน ควรทำความเข้าใจถึงลักษณะทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ของประเทศที่จะไปลงทุน เพื่อประเมินศักยภาพการสร้างผลกำไรที่งดงามให้กับเรา

เพื่อขยายโอกาสการทำกำไรจากมูลค่าของอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดโลก นักลงทุนได้ขยายพอร์ตการลงทุนของตนไปยังตลาดต่างประเทศ

แล้วมีเรื่องอะไรที่ต้องพิจารณาบ้างล่ะ? เสมือนกับการเดินทางไปต่างประเทศ การมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษนับเป็นกุญแจดอกสำคัญ เพราะจะช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลได้ลึกกว่าคนอื่น ๆ ได้มองเห็นทั้งด้านดี ด้านไม่ดี และข้อมูลประกอบอื่น ๆ ที่อาจมีความสำคัญต่อการตัดสินใจ

นอกเหนือจากความรู้ในตัวหุ้นที่คุณสนใจ คุณอาจต้องใช้เวลาทำความรู้จักกับเนเจอร์ หรือธรรมชาติของปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการแปรผันของหุ้นดังที่กล่าวมาข้างต้นอย่างใจเย็น อย่าวู่วาม ที่สำคัญ โปรดอย่าลืมว่า ในการลงทุนต่างประเทศนั้น คุณอาจได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ สมมติว่า ช่วงที่ต้องการขายออกนั้น เป็นช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่า การแปลงสกุลเงินต่างประเทศ (ตัวอย่าง; ดอลลาร์สหรัฐ) กลับมาเป็นเงินบาท อาจทำให้คุณได้รับเงินบาทที่น้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงที่คุณจ่ายเงินบาทเพื่อซื้อเข้ามา

เมื่อพิจารณาความเสี่ยงอื่น ๆ ที่จำเป็นประกอบแล้ว คุณคงพอจะวาดภาพออกว่าตนเหมาะกับการลงทุนในหุ้นใดในต่างประเทศ จากนั้นจึงจัดสรรเงินซื้อ – ขาย เข้าสู่บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่คุณเลือกไว้ตอนต้น

ในขั้นแรก ผู้ลงทุนอาจจะยังไม่ทราบว่า บริษัทที่ตนสนใจนั้นมีชื่อหุ้นว่าอย่างไร แต่เราสามารถทราบได้โดยการลองพิมพ์ชื่อของบริษัทนั้นลงในเซิร์จเอ็นจิ้น ตัวอย่างดังภาพด้านล่างนี้

สมมติว่า ต้องการทราบข้อมูลของบริษัทโคคา โคลา ได้ค้นหาด้วยคำว่า “coca cola stock” จึงปรากฏข้อมูลขึ้นดังนี้ ณ เวลานี้ ทราบได้ว่าราคาหุ้นของบริษัทนี้อยู่ที่ 52.93 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากวันก่อน 0.54% และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NYSE หรือ New York Stock Exchange โดยมีชื่อย่อคือ KO นั่นเอง

จากนั้น เราจะกลับไปที่บัญชีเทรดของเรา และลองพิมพ์ชื่อหุ้นที่สนใจนั้นลงไป เมื่อเราต้องการเสนอซื้อ (Bid) เราจะกรอกราคา และหากมีผู้เสนอขาย (Ask) ในราคาที่ใกล้เคียงกับที่เสนอไป ระบบจะทำการจับคู่ (Match) ให้ เมื่อตกลงเรียบร้อย หุ้นนั้น ๆ ก็จะเข้ามาอยู่ในพอร์ตของเรา

ควรเทรดหุ้นหรือ Forex ดี

เราเคยได้ยินว่า บางคนหมดเนื้อหมดตัวจากการเข้าสู่วงการหุ้น แต่ในขณะที่บางคนก็สามารถสร้างรายได้ขึ้นมาได้อย่างงดงาม

อะไรคือปัจจัยที่ส่งผลให้คนสองกลุ่มนี้แตกต่างกัน คำตอบก็คือ ไม่มีใครเก่งหรือไม่เก่ง ไม่มีใครฉลาดหรือโง่ไปกว่ากัน เพราะการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ถูกกระทบจากปัจจัยแวดล้อมนานาประการ แต่สิ่งที่ช่วยให้เราบาดเจ็บน้อยที่สุด คือการศึกษาตลาด ดูแนวโน้มเศรษฐกิจของโลก เข้าซื้อในราคาที่คาดว่าถูก ถือครองไว้ภายใต้การคาดการณ์ว่าวันหนึ่งจะขายเพื่อทำกำไรได้

 

สำหรับมือใหม่ ขอแนะนำให้เริ่มต้นจากหุ้นของบริษัทหรือกลุ่มธุรกิจที่ตนพอมีควาามรู้ความเข้าใจในพื้นฐานของกิจการนั้นในระดับหนึ่งก่อน เพื่อที่จะประเมินได้ว่า บริษัทที่เป็นผู้ออกหุ้นนั้นใช้วิธีการแบบใดในการทำกำไร และตลาด หรือผู้บริโภคหลักของบริษัทหรือธุรกิจนั้นเป็นเช่นไร และควรเริ่มต้นด้วยทุนจำนวนน้อย ๆ ก่อน เพื่อที่หากเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ขึ้นมา ก็จะได้ไม่เจ็บตัวจนเกินไปนั่นเอง

หุ้นกับ Forex แตกต่างกันอย่างไร

FOREX ย่อมาจาก Foreign Exchange หมายถึง ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ผู้ลงทุนจะได้รับผลกำไรหรือขายทุน เมื่อทำการขายออก เช่นเดียวกับการลงทุนในสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ประเภทอื่น ๆ

การลงทุนใน FX นั้น มุ่งหวังผลกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนของคู่สกุลเงิน โดยมีเงินสกุลหลักที่เป็นที่นิยม ดังนี้ EUR/USD, AUD/USD, GBP/USD, NZD/USD, USD/JPY, USD/CHF, USD/CAD แต่ละคู่มีความหมายว่า ผู้ลงทุนจะถือเงินจำหนึ่งในสกุลเงินที่เขียนไว้ด้านขวามือ เพื่อไปแลกเอาเงินสกุลที่อยู่ด้านซ้ายมาจำนวน 1 เข้ามาถือครองเพื่อการทำกำไร เช่น เรานำเงิน 1.5USD ไปซื้อเงิน 1EUR มาไว้ ณ เวลานี้ เมื่อเวลาผ่านไป เราต้องการขายเพื่อทำกำไร ซึ่งตรงกับช่วงที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1.8 USD ต่อ 1 EUR หมายความว่า เราจะได้กำไรจำนวน 0.3USD ในการขายครั้งนี้ ในทางตรงกันข้าม หากเราต้องการขายออก แต่ทว่าอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1.0USD จะส่งผลให้เราขาดทุนไป 0.5USD จากการขายครั้งนี้

 

เวลานี้ การเทรด FX ยังมิได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายของไทย การจะลงทุนจึงมีเพียงการเทรดผ่านช่องทางออนไลน์ของต่างประเทศเท่านั้น ดังนั้น หากผู้ลงทุนมีความสนใจ ก็สามารถศึกษาได้โดยตรงจากเว็บไซต์ของโบรกเกอร์เหล่านั้น

ต่อไปนี้ คือตารางเปรียบเทียบข้อเด่น – ข้อด้อยประการสำคัญของการลงทุนในหุ้นต่างประเทศและการลงทุน FX

มุมมอง

หุ้น

FX

ความเสี่ยง

เสี่ยงน้อยกว่า

เสี่ยงมากกว่า

สภาพคล่อง

น้อยกว่า

มากกว่า

จุดโฟกัส

แคบกว่า

กว้างกว่า

วอลลุ่มต่อวัน

น้อยกว่า

มากกว่า

เวลาทำการตลาด

น้อยกว่า (5 วัน 8 ช.ม.)

มากกว่า (5 วัน 24 ช.ม.)

ค่าคอมมิชชั่น

มี

มี แต่น้อย หรือไม่มีเลย

เนื่องจาก FX มุ่งให้ความสนใจที่อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างวันของคู่สกุลเงินหลัก ๆ เพียง 8 คู่ จึงมีจุดโฟกัสที่แคบกว่าหุ้น ซึ่งรวบรวมการทำงานของบริษัทนับร้อยนับพันแห่ง ดังนั้นจึงทำให้ FX มีจุดโฟกัสที่แคบกว่า เห็นภาพความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า ในด้านสภาพคล่อง หากผู้ลงทุนต้องการใช้เงิน จะต้องรออย่างน้อย 2 วันทำการ จึงจะได้รับเงินค่าขายคืน

ควรเทรดหุ้นหรือ Forex ดี?

หากจำแนกตามระยะเวลาของการลงทุนออกเป็นระยะสั้น – ระยะกลาง – ระยะยาว แล้ว พบว่า หากเป็นนักลงทุนที่ค่อนข้างใจร้อน ต้องการผลตอบแทน (และเสี่ยง) ไว ก็มักให้ความสนใจใน Forex เพราะอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรานั้น มีความผันผวนมกกว่าค่าสินค้าหรือบริการเช่นหุ้น หากเป็นผู้ที่มีเงินทุนพอสมควร สามารถนำเงินจำนวนนั้นไปพักไว้ให้ช่วยทำงานระยะเวลาหนึ่ง เพื่อรอรับผลตอบแทนได้ การลงทุนในหุ้นเป็นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

1.        ผู้ลงทุนระยะสั้น – ผู้ลงทุนประเภทนี้จะเข้าซื้อและขายออกภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เหมาะกับการลงทุนใน FX มากกว่า เนื่องจากการลงทุนประเภทนี้มีค่าคอมมิชชั่นที่ต่ำมากหรือไม่มีเลย (เมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น) อย่างไรก็ตาม อาจทำให้ผู้ลงทุนขาดโอกาสการทำกำไรที่ดีกว่าในระยะที่ยาวกกว่าได้

2.        ผู้ลงทุนระยะกลาง – ผู้ลงทุนประเภทนี้ จะถือครองสินทรัพย์ (หมายรวมถึง FX ด้วย) ไม่เกิน 2 วัน โดยได้มีการคิดคำนวณปัจจัยรอบด้านมาแล้วอย่างถ้วนถี่ และพบว่าระยะเวลาเพียงเท่านี้ก็เพียงพอต่อกำไรของตน สามารถลงทุนโดยไม่จำเป็นต้องใช้ปริมาณเงินจำนวนมาก เหมาะกับการลงทุนทั้งใน FX และหุ้น

3.        ผู้ลงทุนระยะยาว – ผู้ลงทุนประเภทนี้จะถือครองหลายเดือนหรือเป็นปี เหมาะกับผู้ที่มีเย็นจำนวนมาก แต่ไม่จำเป็นต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวบ่อยเท่ากับผู้ลงทุนระยะสั้น

ไม่มีใครตอบได้ว่า การลงทุนแบบใด เหมาะกับเราหรือไม่ ผู้ลงทุนแต่ละคนต้องพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ของตนเอง บางคนอาจจัดสรรเงินจำนวนหนึ่งไปลงทุนในหุ้น ในขณะที่อีกส่วน ก็มาลงทุนทำกำไรใน Forex หรือที่เรียกว่า เป็นการกระจายความเสี่ยงทางการลงทุนนั่นเอง

แอพเด่นคนเล่นหุ้น

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การจะติดตามข่าวสารอย่างทันเวลานั้น ต้องพึ่งพาแอพพลิเคชั่นของโบรกเกอร์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบรับความต้องการข้อมูลแบบเรียลไทม์ เชื่อถือได้ และเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ในหัวข้อต่อไปนี้ จะแนะนำทุกทุกท่านให้รู้จักกับแอพพลิเคชั่นบางส่วนที่คนเล่นหุ้นต้องมีไว้คู่กาย 

SETTRADE STREAMING

หลากหลายด้วยข้อมูลความรู้ทางการลงทุนฉบับภาษาไทย เข้าใจง่าย มีสินทรัพย์หลากหลายให้เลือกใช้บริการ ดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS และ Android

Investing.com

เป็นแอพสากลที่ส่งมอบข้อมูลการลงทุนของดัชนีหุ้นเด่น ๆ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินจากทั่วทุกมุมโลกแบบเรียลไทม์ พร้อมให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างปฏิทินแจ้งเตือนแบบส่วนตัวได้

K Cyber Trade

แอพติดตามสถานการณ์การลงทุนในหุ้น อนุพันธ์ ฟิวเจอร์ส ฯลฯ ของ บลจ.กสิกรไทย ที่อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนผู้เทรดผ่าน บลจ. ด้วยข้อมูลภาษาไทยแบบเรียลไทม์ และมั่นใจด้วยการรักษาความปลอดภัยแบบ 2 ขั้นตอน

 

SET Application

มั่นใจได้ว่า จะได้รับข้อมูลสดใหม่ ส่ตรงแบบเรียลไทม์จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ลงทุนสามารถใช้ยริการซื้อขายหลักทรัพย์ อนุพันธ์ได้สะดวกรวดเร็วได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android 

Market Anywhere

ฟีเจอร์ใหม่ของ AVA Advisor ที่ส่งมอบข้อมูลการลงทุนแบบเรียลไทม์ พร้อมการแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวของพอร์ตให้แก่ผู้ใช้งาน รวมถึงแจ้งข่าวสารการลงทุนในกรอบที่ผู้ใช้ได้ตั้งค่าไว้ล่วงหน้าอีกด้วย สามารถเข้าถึงได้จากทุกเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนเพียงแอคเคาน์เดียว และยังเป้นที่พูดถึงบน Pantip.com เว็บบอร์ดสนทนารายใหญ่ของไทยอีกด้วย

 MiTrade

แอพที่ให้บริการเทรด FX อนุพันธ์ ตราสาร หุ้น และผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่น ๆ ที่สามารถใช้งานได้ทั้งบนสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เพียงแอกเคาท์เดียว มีรูปแบบหน้าจอที่ดูง่าย สบายตา และยังซัพพอร์ตผู้ใช้บริการในหลากหลายภาษาอีกด้วย

ก่อนจะเริ่มต้นใช้บริการ แนะนำให้เข้าไปสำรวจดูว่าแอพแต่ละเจ้านั้นมีวิธีการใช้งานที่ตรงกับสไลต์ของเราหรือไม่ สามารถซัพพอร์ตความต้องการของเราในด้านการลงทุนได้ดีมากน้อยเพียงใด

WeBull

ให้บริการเทรดทั้งหุ้น อนุพันธ์ สกุลเงินดิจิทัล มีการเปรียบเทียบราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคอื่น ๆ เว็บไซต์อ่านง่าย สบายตา สามารถใช้ได้บนเดสก์ท็อป และไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับการเทรดออนไลน์

Fidelity

โปบรกเกอร์จากสหรัฐอมเริกา เหมาะกับผู้เริ่มต้นลงทุน ได้รับการจัดอันดับในลำดับต้น ๆ จากสถาบันทางการเงินหลายแห่ง สามารถใช้ได้ทั้งเดสก์ท็อป แลแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟ อย่างไรก็ตาม หากผู้ลงทุนอาศัยนอกสหรัฐเมริกา จำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อมูลเสียก่อน

U Trade

แอพพลิเคชั่นจากโบรกเกอร์ OUB Kayhian สามารถลิก์กับบัญชีที่เปิดไว้ได้ และมีข้อมูลความเปลี่ยนแปลงแบบเรียลไทม์ ดูงาย สบายตา

Nomura iFund

แอพพลิเคชั่นบนแอนดรอยด์และ iOS จากโบรกเกอร์โนมูระพัฒนสินที่มีชื่ออย่างยาวนานในประเทศไทย ออกแบบมาให้รองรับการใช้งานพบนอุปกรณ์พกพา แสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์และการทำรายการย้อนหลัง และยังสามารถติดตามข้อมูลอนุพันธ์และสินทรัพย์อื่น ๆ ได้เช่นเดียวกัน

เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์ โบรกเกอร์ไหนค่าคอมถูกสุด 2563

จากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทราบว่าในการซื้อขายหุ้นนั้นจะต้องดำเนินการผ่านโบรกเกอร์เท่านั้น บริษัทโบรกเกอร์จะได้รับค่าตอบแทนการทำงานจากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากนักลงุทน

เวลานี้ โดยทั่วไปโบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารพาณิชย์ มักมีค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ไม่แตกต่างกันมากนัก นักลงทุนอาจพิจารณาเลือกใช้บริการตามความสะดวก คุณภาพของการบริการ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีผู้ช่วยที่เชื่อถือได้ในการจัดสรรเงินทองของเรา

ในการเปรียบเทียบ ผ้ลงทุนสามารถเริ่มต้นค้นหาได้จากอินเทอร์เน็ต ลองพิมพ์ชื่อโบรกเกอร์ที่คุ้นเคย หรือได้ยินชื่อ และเข้าไปยังเว็บไซต์ ซึ่งบนเว็บไซต์จะมีประกาศรายละเอียดค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ไว้อย่างเปิดเผย

ตารางต่อไปนี้ เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมขั้นต่ำของโบรกเกอร์ 10 รายที่เป็นสมาชิกของตลากหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดดยอิงจากการเทรดออนไลน์ด้วยตนเองผ่านบัญชี Cash Balance

โบรกเกอร์

ชื่อย่อ

ค่าคอมขั้นต่ำ

เงินเทรดขั้นต่ำ/วัน (บาท)

เอสบีไอ ไทย ออนไลน์

SBITO

0.075%

0

บัวหลวง

BLS

0.15%

0

กรุศรีอยุธยา

KS

0.15%

50

ฟิลิป

PHILIP

0.15%

0

ทิสโก้

TISCO

0.15%

0

ทรินิตี

TRINITY

0.15%

N/A

กสิกร

KS

0.157%

50

ไทยพาณิชย์

SCBS

0.157%

0

ยูโอบี เคย์เฮียน

UOBKH

0.157%

50

โนมูระพัฒนสิน

CNS

0.20%

0

 

เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับภาพกว้าง ๆ ของการเริ่มต้นลงทุนในต่างประเทศ ผู้ขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความเล็ก ๆ นี้ จะเป็นไกด์ไลน์ให้แก่ทุกท่านให้เริ่มต้นด้วยความมั่นใจ โปรดระลึกเสมอว่า ในโลกของการลงทุน ไม่มีมีสิ่งใดที่ดีที่สุดไม่ว่าจะเวลาใด ๆ และเงื่อนไขของคนอื่น ก็ไม่อาจเหมือนกับเงื่อนไขของเราได้ ดังนั้น ขอให้ทุกท่านลงทุนด้วยความรู้และความมั่นใจ จัดสรรเงินทองอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ประสบความสำเร็จทั้งด้านการใช้ชีวิตและการลงทุน