จะซื้อหุ้นก็ต้องรู้จักค่า p/bv คืออะไร ไปหาคำตอบกัน!

ราคาหุ้นเป็นเรื่องที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสายไหนก็ต้องคำนึงถึงเรื่องความถูกและแพงของราคาหุ้นกันทั้งนั้น ค่า P/BV คือ สิ่งที่ทำให้นักลงทุนสามารถวิเคราะห์ได้ว่า หุ้นตัวไหนถูกตัวไหนแพง เราสามารถทำการคำนวณค่า P/BV ได้จากข้อมูลที่จะบอกวันนี้ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการซื้อหุ้นในราคาถูกที่สุด ลงทุนให้น้อยที่สุด เพื่อจะสร้างกำไรให้มากขึ้น 

แล้วค่า P/BV คืออะไร


ก่อนอื่นเรามารู้จักชื่อเต็ม ๆ ของ P/BV กันก่อน ชื่อเต็มของ P/BV คือ Price to Book Value Ratio ซึ่งมันคืออัตราส่วนที่ใช้เปรียบเทียบราคาหุ้นกับมูลค่าทางบัญชี(มูลค่าทางบัญชี คือ ส่วนของผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของหุ้น ที่มาจากสินทรัพย์-หนี้สิน) ทำให้รู้ว่า เราซื้อหุ้นได้ราคาถูกหรือแพงกว่าเจ้าของหุ้น อัตราส่วนทางการเงินยิ่งต่ำก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ค่า P/BV คือ ตัวที่จะช่วยบอกว่าเรานั้นกำลังซื้อหุ้นได้ราคาถูกหรือแพงกว่าผู้ถือหุ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนควรที่จะใส่ใจและทำความเข้าใจให้ดี


สูตรคำนวณตลาดหุ้นไทยด้วยค่า P/BV




มาถึงวิธีการคำนวณ P/BV คือ เริ่มจากการนำราคาหุ้นปุจจุบันมา เช่น ราคาหุ้นตอนนั้นอยู่ที่ 10 บาท มูลค่าทางบัญชีอยู่ที่ 8 บาท นำมาคำนวณโดย 10/8 แล้วจะได้ค่า P/BV เท่ากับ 1.25 เท่า แล้วนำมาคิดดูจากมาตรฐานของผู้ถือหุ้น คือ 1 เท่า และ 1.25 เท่านี้จะหมายความว่า เราจะซื้อแพงกว่าเจ้าของหุ้นอยู่ 25 สตางค์ หากจะให้ดี เราจะต้องพยายามหาหุ้นที่มีค่า P/BV ต่ำหรือน้อยกว่า 1 เท่าให้ได้จะยิ่งดีต่อการลงทุนของเรา 




ในบางครั้งเราก็ไม่สามารถเจอหรือหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีค่า P/BV สูงได้ เนื่องจากค่า BV อาจจะเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ราคาหุ้นกลับเพิ่มสูงแซงหน้าไปก่อน ทำให้ค่า P/BV สูงขึ้น สำหรับค่า P/BV นี้สามารถนำมาใช้เปรียบเทียบราคาหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถเลือกซื้อขายหุ้นเพียงดูจากค่า P/BV อย่างเดียว แต่เราควรที่จะนำอัตราส่วนทางการเงินด้านอื่น ๆ มาพิจารณาด้วย เพื่อเพิ่มเติมความเข้าใจ คุณสามารถดูสูตรการคำนวณได้จากคลิปวีดิโอด้านบน!


ข้อสังเกตในการใช้ P/BV คือ

  • หุ้นที่มีค่า P/BV สูง 

ราคาหุ้นที่มีค่า P/BV สูง ๆ นั้นก็ไม่สามารถมองข้ามได้เลยทีเดียว เพราะสินทรัพย์บางประเภทไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเลขได้ สินทรัพย์แบบนี้จึงจะไม่มีการบัญทึกลงในงบทางการเงินในเรื่องของ แบรนด์สินค้า ความน่าเชื่อถือของผู้บริหาร ชื่อเสียงของตราสินค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้มูลค่าทางบัญชีต่ำ แต่ค่า P/BV จะสูงนั่นเอง นักลงทุนที่เน้นเลือกซื้อแต่หุ้นที่มีค่า P/BV ต่ำ ๆ อย่างเดียวอาจจะพลาดโอกาสได้กำไรทองจากสินทรัพย์ที่มีค่า P/BV สูง ๆ บางประเภทไปก็ได้

  • คุณภาพของหุ้นที่มีค่า P/BV ต่ำ 

นักลงทุนอาจจะรู้มาว่าอุตสาหกรรมที่มีค่า P/BV ต่ำ ๆ นั้นต้องรีบเข้าไปลงทุนทันที แต่เดี๋ยวก่อน! ลองคิดเรื่องนี้ดูอีกที เพราะจริง ๆ แล้ว หุ้นที่มีค่า P/BV ต่ำนั้นอาจจะไม่ดีทำให้ผู้ถือหุ้นจำเป็นที่จะต้องให้ค่าน้อยมาก ส่งผลทำให้ค่า P/BV ต่ำลงไปด้วย ดังนั้นนักลงทุนจำเป็นที่จะต้องดูข้อมูลอัตราส่วนทางการเงินและข้อมูลในส่วนอื่น ๆ ร่วมด้วย

  • กำไรของบริษัท 

ราคาของหุ้นจะขึ้นหรือลงนั้นมีส่วนมาจากกำไรด้วย ไม่ใช่แค่มูลค่าทางบัญชีหรือ P/BV คือ เราจะต้องมองถึงความเหมาะสมในเรื่องนี้ด้วยก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหุ้น สำหรับค่า P/BV เป็นเพียงความรู้เบื้องต้นในการคำนวณราคาหุ้นเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหุ้นที่น่าลงทุนหรือสร้างกำไรได้ แต่เรายังควรที่จะดูในส่วนของกำไรของบริษัทด้วย เพราะหากบริษัทมีกำไรเพิ่มมากขึ้น ก็ย่อมทำให้ราคาหุ้นแพงขึ้นเป็นธรรมดา 

ข้อมูลทั้ง 3 ส่วนนี้ เป็นข้อสังเกตสำคัญที่จะช่วยในการตัดสินใจใช้ค่า P/BV เพื่อเลือกซื้อหุ้น การเลือกซื้อหุ้นให้เหมาะสมนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้ปัจจยในหลาย ๆ เรื่องประกอบ ซึ่งหนึ่งในนั้นปก็คือ P/BV ที่นำมาแนะนำในวันนี้ การเลือกซื้อหุ้นราคาถูกกว่าผู้ถือหุ้นนั้นก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ดี แต่ค่า P/BV คือ ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ที่ไม่สามารถจะบอกได้ว่า หุ้นนี้จะสร้างไรให้แก่เราได้ในอนาคตหรือไม่ 

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อค่า P/BV

การคำนวณและมองค่าของ P/BV จะต้องมองออกเป็น 2 เรื่องด้วยคือ คุณภาพของบริษัท และ การให้ค่าของตลาด ซึ่งการดูคุณภาพของบริษัทร่วมด้วย จะดูจาก ROE อีกส่วนคือการให้ค่าของตลาด เพราะหุ้นแต่ละตัวมีค่าบนตลาดแตกต่างกัน หากหุ้นเป็นที่นิยมค่าบนตลาดก็ยิ่งสูงโดยดูได้จากค่า PE ยิ่งค่า PE สูงก็แสดงว่าตลาดให้มูลค่ามาก และสิ่งที่ส่งผลต่อทั้งคุณภาพของบริษัทและมูลค่าบนตลาด ก็จะเกิดจากสิ่งดังต่อไปนี้ 

1. ความสามารถในการสร้างผลกำไรของบริษัท

นักลงทุนจะต้องคำนวณจาก กำไรสุทธิ = กำไรขั้นต้น - ค่าใช้จ่ายในการบริหาร - ดอกเบี้ยและภาษี

เมื่อสังเกตเห็นว่ากำไรขั้นต้นของบริษัทนี้สูงขึ้น ก็จะแสดงว่าบริษัทนี้มีความเชี่ยวชาญและความสามารถในการจัดสรรงบประมาณและค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดกำไรจากการทำธุรกิจสูงขึ้น แต่บริษัทที่มีอัตรากำไรขั้นต้นคงที่หรือสม่ำเสมอ ตลาดจะให้มูลค่าสูง 

2. การสร้างกระแสเงินสด

บริษัทที่น่าลงทุนจะมีสินทรีพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง การที่บริษัทมีอัตราสินทรัพย์หมุนเวียนสูง จะแสดงว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนไปนั้นสามารถทำกำไรได้ดี ซึ่งบริษัทแบบนี้จะมีการลงทุนที่ใช้เงินน้อยกว่า มีค่าเสื่อมและค่าดำเนินการต่ำกว่า ทำให้มีจุดคุ้มทุนที่มากกว่าบริษัทที่มีอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวรต่ำ 

3. บริษัทที่มีหนี้สิน

บริษัทที่มีหนี้สินสูงจะทำให้ค่า ROE สูง และส่งผลให้ค่า P/BV ของหุ้นสูงขึ้นด้วย ซึ่งเหมือนว่ารวยหนี้สินนั่นเอง การมีอัตราหนี้สินสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดทุนและล้มละลายได้ ทำให้บริษัทไม่สามารถสร้างกำไรได้ ยิ่งหนี้สินเยอะค่าความผันผวนของราคาในการซื้อขายหุ้นก็ยิ่งเยอะ ทำให้ซื้อขายในค่า PE ที่ต่ำ ค่า P/BV ก็จะมีค่าต่ำลงด้วย

4. ค่า PE และค่า P/BV

ค่า P/BV คือ ค่าที่จะสอดคล้องกับค่า PE เพราะหากหุ้นที่มี PE สูงที่แสดงว่าตลาดให้ค่าสูง ก็จะส่งผลให้ค่า P/BV สูงขึ้นด้วย และสิ่งที่ทำให้ค่า PE สูงได้นั้นก็คือ การที่บริษัทมีความสามารถในการจ่ายค่าปันผลจากกำไรได้สูง เนื่องจากมีกำไรที่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือและความสามารถของผู้บริหาร ที่จะสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนให้เข้ามาร่วมลงทุนตามวิศัยทัศน์และแนวโน้มการเติบโตในอนาคตของบริษัทได้ สุดท้ายคือเรื่องของหนี้สิน หากมีหนี้สินมากค่า PE ก็จะต่ำลง ส่งผลให้ค่า P/BV ต่ำลงไปด้วยเช่นกัน

ทั้ง 4 ปัจจัย ก็เป็นส่วนที่กระทบต่อค่า P/BV คือ เป็นส่วนที่ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพได้ชัดเจนว่า ค่า P/BV ไม่ได้ตัดสินใจได้จากการคำนวณตามสูตรที่ให้เท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยด้านโครงสร้างของการดำเนินธุรกิจ การสร้างกำไร การแบ่งปันผลกำไร การสร้างความน่าเชื่อถือของบริษัท และอื่น ๆ สรุปได้ว่า ค่า P/BV ที่ต่ำ ๆ นั้น ก็อาจจะเกิดจากสภาพหนี้สินที่มากเกินไปและการให้มูลค่าบนตลาดน้อย และการดำเนินกิจการที่ขาดผลกำไรทำให้ปันผลได้น้อยหรือไม่ต่อเนื่องได้

การรู้ว่า P/BV คือ พื้นฐานเบื้องต้นในการตัดสินใจเลือกหุ้นที่จะลงทุนเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่นักลงทุนต้องใช้ประกอบการพิจารณาด้วย หากนักลงทุนไม่เข้าใจความหมายของ P/BV ที่แท้จริงแล้ว ก็อาจจะส่งผลให้เลือกลงทุนกับหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง ไม่สามารถทำกำไรได้สักที และอาจจะทำให้ล้มละลายไปตามหุ้นตัวนั้นไปเลยก็ได้ ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ดังนั้น เราก็ได้รู้แล้วว่า นักลงทุนต่างก็อยากที่จะลงทุนน้อย แต่ได้กำไรมาก เพื่อให้คุ้มทุน แต่ก็ควรใช้ความระมัดระวังให้มากในการลงทุนเช่นกัน