มาทำความรู้จักกับการเทรดกราฟเปล่าและข้อแนะนำเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไร


1.กราฟเปล่าคืออะไร และข้อมูลโดยสังเขป


การเทรดกราฟเปล่านั้นเกิดจากการที่กลุ่มนักเทรดบางท่านได้สังเกตเห็นว่า การทำการวิเคราะห์กราฟโดยใช้ตัวบ่งชี้ลักษณะ(อินดิเครเตอร์)ต่างๆ บ่อยครั้งไม่ได้ให้ผลที่เที่ยงตรงเสมอไป โดยเฉพาะเมื่ออินดิเครเตอร์ถูกซื้อและขายในหลายรูปแบบ หลากชนิด เมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกันจึงทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนทางข้อมูล ด้วยเหตุนี้เอง การวิเคราะห์ที่ใช้กราฟเปล่าจึงเริ่มเป็นที่นิยม โดยเฉพาะในนักเทรดฟอเร็กซ์ ในขณะเดียวกันความนิยมในการใช้อินดิเครเตอร์ในการวิเคราะห์กราฟราคาก็ลดลงด้วย การเทรดกราฟเปล่านั้น กล่าวเริ่มต้นคือ การนำออกของตัวบ่งชี้ลักษณะ(อินดิเครเตอร์) ออกจากกราฟ แต่ในกราฟจะยังคงเหลือเส้น trend ที่ทำสัญลักษณ์ลงไปเพื่อใช้ไว้สังเกตหรือมีไว้ในการประเมินระยะ กราฟในการเทรดก็จะค่อนข้างสะอาดดูง่าย เหมาะกับการวิเคราะห์ราคา โดยนักเทรดที่ต้องการเทรดกราฟประเภทนี้จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการดูความเป็นไปได้ของตลาด ทราบเนื้อหาของกราฟที่ซื้อขายกันในช่วงราคาแคบหากทว่าใช้เวลานาน หรือที่เรียกว่า Horizontal Consolidation Region and sideways นอกจากนี้ผู้เทรดควรมีความรู้เกี่ยวกับการจำรูปแบบประภทของ Chart ต่างๆ สามารถวิเคราะห์และหาจุดสูงสุด จุดต่ำสุดก่อนหน้าได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะคาดคะเนแนวโน้มตลาดว่าจะเป็นไปอย่างไรและจะถูกขับเคลื่อนไปในทิศทางใด



2.องค์ประกอบของกราฟเปล่าและวิธีการเทรด

โดยปกตินั้น นักเทรดจะใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์กราฟเปล่านี้ โดยเครื่องมือดังกล่าวนั้นเรียกว่า Price Action

Price Action นั้น ศึกษาพฤติกรรมราคาเพื่อนำมาใช้ในการคาดคะเนความเป็นไปและทิศทางของกราฟ เป็นศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างสำหรับนักเทรดที่ซื้อขายในตลาดที่ชื่อว่าฟอเร็กซ์ สิ่งที่นักลงทุนทำนั่นคือ วิเคราะห์ประเภทของแท่งเทียน (Candlestick) และ Chart แท่ง (Bar Chart) เพื่อดูพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงราคาจากกราฟเปล่านั้นๆโดยศาสตร์ Price action นั้นมีส่วนประกอบดังต่อไปนี้

Bullish Bar/Up Bar หรือที่เรียกกันว่าบาร์แท่งเทียน ซึ่งมีอิทธิพลในการทำให้ High และ Low เพิ่มขึ้นกว่าแท่งเทียนอันก่อน แท่งเทียนนี้คาดคะเนถึงแนวโน้มความเป็นไปได้ขาขึ้น และมักจะมีการขายต่ำกว่าการซื้อ มีบ้างที่แท่งเทียนจะเป็นสีแดงหากราคาเปิดสูงกว่าราคาปิด แต่ะรรมดาแล้วแท่งดทียนจเป็นสีเขียวเมื่อราคาปิดอยู่สูงกว่าราคาเริ่มต้น แท่งดังกล่าวนี้จะถูกเรียกว่า Up Bar หากว่ามันยังทำหน้าที่คงไว้ซึ่งการทำให้ High และ Low เพิ่มขึ้น

Bearish bar/Down Bar เป็นแท่งเทียนตัวที่มีอิทธิพลซึ่งทำให้ทั้ง High และ Low ลดลงต่ำกว่าแท่ด้านหน้า บาร์นี้คาดคะเนความเป็นไปได้ขาลง และแสดงให้เห็นถึงว่าฝ่ายซื้อนั้นมีกำลังน้อยกว่าฝ่ายขาย

Inside Bar (Wide Range/Mother Bar/Engulfing bar) คือแท่งเทียนที่มีอิทธิพลในการทำ High ให้เพิ่มมากขึ้นในระดับที่สูงกว่าแท่งด้านหน้า และกด Low ให้ต่ำกว่าแท่งด้านหน้าเช่นกัน จุดของราคาบ่งบอกถึงการมีกำลังซื้อ หรือแรงขายที่มีกำลังมากกว่าของฝั่งนั้นๆ อีกในหนึ่งนั่นก็คือ หากราคาที่มีอยู่ปิดคลุมแท่งเทียนทั้งหมดก่อนหน้า นั่นหมายความว่าฝ่ายขายมีกำลังที่มากกว่า ส่วนการที่จะบอกว่าทางฝ่ายซื้อมีกำลังมากกว่า ดูได้จากการที่แท่งเทียนอันล่าสุดได้ครอบคลุมแท่งเทียนที่มีอยู่ก่อนหน้าทุกอัน หากราคาปิดและเปิดคลุมแท่งเทียนราคาปิดและเปิดที่มีอยู่ก่อนหน้าทั้งหมดและปิดบวก นั่นจะหมายความว่าทางฝ่ายซื้อมีกำลังในการซื้อมากกว่า

Pin Bar เป็นบาร์ที่มีลักษณะเหมือนกับไส้เทียนที่ยื่นยาวออกมาจากฝั่งหนึ่งๆ และฝั่งนั้นมีราคาอยู่ทางด้านตรงข้าม หากไส้เทียนที่ยื่นยาวนี้ได้ยื่นยาวออกมาจากทางด้านล่าง และมี Bullish Pin Bar ราคาปิดอยู่ด้านบน จะสามารถบอกได้ว่าในระหว่างวันนั้นแรงขายสู้แรงซื้อไม่ได้ ถึงแม้จะมีแรงขายระหว่างวันก็ตาม แต่หากไส้เทียนยื่นยาวนี้มีลักษณะยื่นขึ้นไปทางด้านบนและมี Bullish Pin Bar ราคาปิดอยู่ตรงข้างล่างของแท่ง นั่นบ่งบอกว่าแรงซื้อสู้แรงขายไม่ได้ แม้ระหว่างวันจะมีแรงซื้อก็ตาม

3.ข้อแนะนำในการเทรดกราฟเปล่าเมื่อใช้เทรนไลน์

นอกเหนือจากนี้ สำหรับนักเทรดบางท่าน เทรนไลน์ก็ถูกนำมาใช้ควบคู่กับการดูกราฟเพื่อที่จะคาดคะเนหาความเสี่ยงและทิศทาง รวมถึงราคาที่อาจเปลี่ยนไป เนื้อหาเรื่องแนวรับและแนวต้านก็สำคัญ นักเทรดควรจะทราบเบื้องต้นเพื่อใช้ประกอบการพิจารณากราฟ การขีดเส้นเทรนไลน์นั้นสามารถทำได้ตามแต่ความต้องการแต่ละบุคคล แต่ ณ ที่นี้เราเรามีข้อแนะนำการขีดเส้นเทรนไลน์ประการสำคัญสามข้อที่อาจะเป็นประโยชน์ต่อนักเทรดที่ต้องการใช้เทรนไลน์ร่วมด้วย

1. อย่างแรกนักเทรดจำเป็นจะต้องระบุทั้งจุดที่สูงที่สุดและต่ำที่สุดก่อน แล้วจึงลากเส้นเชื่อมจุดที่สูงที่สุดของเทรนไลน์ขาลงและลากเชื่อมจุดที่ต่ำที่สุดของเทรนไลน์ขาขึ้น

2. การจะนำเส้นมาทำการวิเคราะห์ได้ เส้นเทรนไลน์ควรจะถูกลากเชื่อมเข้าด้วยกันมากกว่าสามจุด

3. บ่อยครั้งกราฟจะเพิ่มและลดอยู่ระหว่างเส้นสองเส้น นั่นก็คือเส้นเทรนไลน์และเส้นขนาน ดังนั้นผู้คนจึงนิยมลากเส้นสองเส้นนี้ขนานไปพร้อมๆกัน

4.ก่อนแนวโน้มเปลี่ยนแปลง จุดสุดท้ายควรจะเป็นเส้นของเทรนไลน์


4.เทรดกราฟเปล่าอย่างไรให้ได้กำไร

นักเทรดที่มีพอร์ตทั้งเล็กและใหญ่สามารถได้กำไรจากการเทรดกราฟเปล่าได้ แต่ก็เหมือนกับการลงทุนประเภทอื่นๆที่อาจจะต้องรอจังหวะเวลา มีวินัยในการเทรด แล้วจึงจะได้กำไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกเวลาเทรด แต่สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเทรดกราฟเปล่านั่นคือให้สังเกตว่าเทรนด์ใหญ่มีทิศทางไปทางไหน มีการซื้อขึ้นหรือซื้อลงมากกว่า สังเกตราคาปิดและเปิดก็เป็นเรื่องสำคัญ

สิ่งที่นักเทรดควรทำคือให้หา Price action หรือแท่งเทียนที่มีราคาปิดหางยาว ทฤษฎีนี้สามารถเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า Kangaroo Tail ต่อมานักเทรดควรใช้ Time Frame ที่เหมาะสมคือ H1 เราจำเป็นต้องเทรดตามความเป็นไปของตลาดอย่างสม่ำเสมอ หากสังเกตตรงแท่งเทียนเห็นว่ากำลังขายมากกว่ากำลังซื้อ นักเทรดควรเข้าคำสั่ง Order Sell ตรงราคาปิด จากนั้นให้ไปดูที่จุด Stop loss ตรงปลายหาง เว้นระยะประมาณสิบถึงยี่สิบจุด จากนั้นทำการตี  Fibonacci แล้วจึงเขียนตารางของ Risk/Reward Ratio (R:R) อัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง แล้วจึงจะได้จุด Take Profit อยู่ล่างสุด และจุดเข้าอยู่ตรงกลาง เมื่อถึงตอนนี้ก็จะสามารถมีโอกาสเก็งกำไรได้สูง

อีกวิธีหนึ่งก็คือ เมื่อเลือก Time Frame แบบหนึ่งชั่วโมง ให้นักเทรดลองสังเกตดูลักษณะกราฟตกที่แรงซื้อชนะแรงขาย จากนั้นให้เข้า Order Buy แล้วจึงขีดเส้นที่ราคาปิด แล้วมองหาจุด Stop Loss ตรงปลายหางแท่งเทียน เว้นระยะห่างไว้ประมาณสิบถึงยี่สิบจุดแล้วจึงลากเส้น สร้างเส้นตาราง Risk/Reward Ratio (R:R) อัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง ก็จะสามารถมีโอกาสเก็งกำไรได้สูง ขอให้นักเทรดทุกท่านโปรดจำไว้ว่า แท่งเทียนนั้นยิ่งหางยาวมากเท่าไหร่จะยิ่งมีเปอร์เซ็นต์ที่จะได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น

กล่าวโดยสรุปคือ การเทรดกราฟเปล่าที่จะสามารถเก็งกำไรได้โดยหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับทั้งนักเทรดมือใหม่และผู้ที่เทรดมานานแล้ว ก็คือ ให้ผู้เทรดสังเกตให้ดีว่าไส้เทียนยาวกว่าแท่งเทียนมากเท่าไหร่ ความยาวที่เหมาะสมในการเก็งกำไรคือไส้เทียนควรยาวมากกว่าแท่งเทียนอยู่ประมาณสองถึงสามเท่า ให้พิจารณาดูอย่างละเอียดและใช้ราคาปิดเท่านั้นแล้วถึงจะเข้าออเดอร์