Elliott Wave คืออะไร? ทำความรู้จัก Elliot Wave



1.Elliott Wave คืออะไร?

ทฤษฎี Elliott Wave เป็นรูปแบบหนึ่งของการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่มองหารูปแบบระยะยาวของราคาที่เกิดซ้ำ ซึ่งเกป็นผลจากเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในความเชื่อมั่น และจิตวิทยาของนักลงทุน ทฤษฎีคลื่นเอลเลียต (Elliott Wave Theory) ตั้งตามชื่อของ ราล์ฟ เนลสัน เอลเลียต ซึ่งเป็นนักบัญชีและนักเขียนชาวอเมริกัน

เอลเลียตได้รับแรงบันดาลใจจากทฤษฎีดาว (Dow Theory) ซึ่งกำหนดการเคลื่อนไหวของราคาตามรูปแบบคลื่น และการสังเกตที่เขาพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม เอลเลียตสามารถวิเคราะห์ตลาดในเชิงลึกมากขึ้น ด้วยการระบุลักษณะเฉพาะของรูปแบบคลื่นและคาดการณ์ตลาดโดยละเอียดโดยใช้แพทเทิร์นของคลื่นในการวิเคราะห์

เอลเลียต สรุปว่าการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้ โดยใช้การสังเกต และการระบุรูปแบบคลื่นที่เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยเขาได้ตีพิมพ์ทฤษฎีรูปแบบตลาดเป็นครั้งแรกในหนังสือชื่อ The Wave Principle ในปี 1938

ทฤษฎีนี้ อธิบายคลื่นแรงกระตุ้น หรือคลื่นขาขึ้น (impulse wave) ที่สร้างรูปแบบ และคลื่นพักตัว หรือคลื่นขาลง (corrective wave) ที่เป็นคลื่นตรงข้ามกับแนวโน้มตลาดที่ใหญ่กว่า โดยคลื่นแต่ละชุดจะซ้อนอยู่ในกลุ่มคลื่นขนาดใหญ่กว่าที่ยึดตามคลื่นแรงกระตุ้นหรือคลื่นแก้ไขเดียวกัน โดยมีการอธิบายลักษณะนี้ว่าเป็นวิธีการดูแพทเทิร์นซ้ำๆ ในการลงทุน

เอลเลียต เสนอว่าแนวโน้มราคาทางการเงินเป็นผลมาจากจิตวิทยาที่มีอิทธิพลเหนือจิตใจนักลงทุน เขาพบว่าการแกว่ง หรือการเปลี่ยนแปลงของจิตวิทยามวลชน มักปรากฏในรูปแบบเศษส่วนที่เกิดซ้ำหรือ "คลื่น" ในตลาดการเงิน

2.ทำความรู้จัก Elliott Wave: พื้นฐาน Elliott Wave

เอลเลียตคาดการณ์ตลาดหุ้นอย่างละเอียดตามลักษณะที่เชื่อถือได้ซึ่งเขาค้นพบในรูปแบบคลื่น เขาพบว่าคลื่นแรงกระตุ้น หรือคลื่นขาขึ้น (Impulse wave) ซึ่งเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้ม (Trend) ที่ใหญ่กว่า จะมีลักษณะเป็นคลื่น 5 ลูก เสมอ

ในขณะที่ คลื่นพักตัว (Corrective wave) จะมีลักษณะไปในทิศทางตรงกันข้ามกับแนวโน้มหลัก และหากมองไปในระดับที่เล็กกว่า เราจะพบว่าในคลื่นแรงกระตุ้น หรือคลื่นขาขึ้นแต่ละลูก จะมีคลื่นเล็กๆ อีก 5 คลื่นซ้อนอยู่

ในตลาดการเงิน เรารู้ว่า "สิ่งที่ขึ้น ย่อมลงมา" เนื่องจากการเคลื่อนไหวของราคา จะขึ้นหรือลงมักตามมาด้วยการเคลื่อนไหวแบบตรงกันข้ามเสมอ การเคลื่อนไหวของราคาแบ่งออกเป็นแนวโน้มและการเคลื่อนไหวสวนทางแนวโน้ม เทรนด์หรือแนวโน้ม จึงบอกทิศทางหลักของราคา ในขณะที่การพักตัว(Correction) จะเกิดสวนทางกับแนวโน้ม

จากรูป เราจะเห็นคลื่นลูกที่ 1, 2, 3, 4 และ 5 สร้างแรงกระตุ้น หรือคลื่นขาขึ้น (Impulse wave) ในขณะที่คลื่น A, B, และ C สร้างการพักตัว หรือคลื่นขาลง

คลื่นแรงกระตุ้น 5 คลื่นจะสร้างคลื่น 1 ที่ระดับที่ใหญ่ที่สุดถัดไป และการปรับฐานสามคลื่นจะสร้างคลื่น 2 ที่ระดับที่ใหญ่ที่สุดถัดไป

คลื่นพักตัว หรือคลื่นขาลง โดยปกติจะมีการเคลื่อนไหวของราคาที่แตกต่างกันสามแบบ – สองทิศทางจะไปในทิศทางเดียวกับคลื่นปรับฐานหลัก (A และ C) และหนึ่งคลื่นจะไปในทิศทางตรงข้าม (B) คลื่น 2 และ 4 ในภาพด้านบน จึงเป็นคลื่นขาลง หรือคลื่นพักตัว

2.1 Elliott Wave ทำงานอย่างไร?

นักวิเคราะห์ทางเทคนิคหลายคนพยายามทำกำไรจากรูปแบบคลื่นในตลาดหุ้น โดยใช้ทฤษฎีคลื่นเอลเลียต ซึ่งบอกว่าการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามารถคาดการณ์ได้ เพราะมันเคลื่อนที่ในรูปแบบขึ้นและลงซ้ำๆ และเรียกมันว่าคลื่นที่เกิดจากจิตวิทยาของนักลงทุนหรือความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ทฤษฎี Elliott Waves ยังอธิบายคลื่นประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คลื่นตามเทรนด์ (Motive wave) คลื่นแรงกระตุ้น หรือคลื่นขาขึ้น (Impulse wave) และคลื่นพักตัว หรือคลื่นขาลง (Corrective wave) เหล่านี้ เป็นเรื่องที่เฉพาะบุคคล กล่าวคือ เทรดเดอร์ แต่ละคนไม่จำเป็นจะต้องตีความทฤษฎีในลักษณะเดียวกัน หรือเห็นพ้องตรงกันว่ามันเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ

ไม่เหมือนกับรูปแบบราคาอื่นๆ ส่วนใหญ่ แนวคิดทั้งหมดของการวิเคราะห์คลื่นนั้นไม่เท่ากับรูปแบบพิมพ์เขียวปกติที่คุณเพียงทำตามคำแนะนำ การวิเคราะห์ Wave นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม และช่วยให้คุณเข้าใจการเคลื่อนไหวของราคาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ทฤษฎี Elliott wave แตกต่างจากรูปแบบราคาส่วนใหญ่ ตรงที่ เป้าหมายของการวิเคราะห์คลื่น ไม่ได้หมายถึงการหาพิมพ์เขียวของรูปแบบราคา ที่คุณมีหน้าที่เพียงทำตามคำแนะนำ แต่การวิเคราะห์คลื่น จะช่วยมอบข้อมูลเชิงลึกให้กับนักลงทุน เช่น การเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม และช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจการเคลื่อนไหวของราคาได้ดียิ่งขึ้น

3. รู้จักคลื่น Impulse และคลื่น Corrective

3.1 คลื่นแรงกระตุ้น หรือคลื่นขาขึ้น (Impulse wave)

คลื่นแรงกระตุ้น หรือคลื่นขาขึ้น ประกอบไปด้วยคลื่นย่อย 5 คลื่นที่ทำให้การเคลื่อนที่สุทธิไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มของระดับที่ใหญ่เป็นอันดับถัดไป แพทเทิร์นคลื่นแบบนี้เป็นคลื่นตามเทรนด์ (Motive wave) ที่พบบ่อยที่สุดและสังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดในตลาด Forex

คลื่นตามเทรนด์ทั้งหมด จะประกอบไปด้วยคลื่นย่อย 5 คลื่น โดยที่ 3 คลื่น เป็นคลื่นตามเทรนด์เช่นเดียวกันกัน ส่วนอีก 2 คลื่นเป็นคลื่นพักตัว หรือคลื่นขาลง แพทเทิร์นคลื่นแบบนี้จะถูกเรียกว่า โครงสร้าง แบบ 5-3-5-3-5 ตามภาพประกอบด้านบน

กฎตายตัว 3 ข้อที่จะบอกว่าคลื่นดังกล่าวเป็นคลื่นแรงกระตุ้น หรือไม่ คือ

  • อัตราการย้อนกลับของคลื่นลูกที่ 2 ไม่สามารถไปเกิน 100% ของคลื่นลูกแรกได้

  • คลื่นลูกที่สามจะไม่สามารถสั้นกว่าคลื่นลูกที่ 1, 3, และ 5 ได้

  • คลื่นลูกที่ 4 ไม่สามารถไปไกลกว่าคลื่นลูกที่ 3 ได้

หากกฎข้อใดข้อหนึ่งไม่สมบูรณ์ โครงสร้างของคลื่นจะไม่ถูกนับเป็นคลื่นแรงกระตุ้น


3.2 คลื่นพักตัว หรือคลื่นขาลง (Corrective wave)

บางครั้ง เราเรียกคลื่นพักตัว ว่าคลื่นแนวทแยง คลื่นแบบนี้ จะประกอบไปด้วยคลื่นย่อยสามคลื่น ซึ่งทำให้ทิศทางการเคลื่อนที่เป็นไปในทิศทางตรงข้ามกันกับแนวโน้มที่ใหญ่ที่สุดถัดไป ทำหน้าที่เหมือนคลื่นตามเทรนด์ นั่นก็คือ มีเป้าหมายในการย้ายตลาดไปตามทิศทางของเทรนด์


คลื่นพักตัว ประกอบไปด้วย คลื่นย่อย 5 คลื่น ความแตกต่าง ก็คือ เส้นแทยงมุมของคลื่นจะดูเหมือนแท่งเหล็กที่ขยาย หรือหดตัว คลื่นเล็กๆ หรือคลื่นย่อยของเส้นทแยงมุมนี้ อาจนับได้ไม่ถึง 5 ขึ้นอยู่กับประเภทของเส้นทแยงมุมที่เรากำลังวิเคราะห์ เช่นเดียวกันกับคลื่นตามเทรนด์ (Motive wave) ที่คลื่นย่อยแต่ละคลื่นของเส้นทแยง จะไม่ย้อนกลับไปสมบูรณ์เท่ากับคลื่นย่อยลูกก่อนหน้า และคลื่นย่อยลูกที่ 3 ไม่จำเป็นต้องเป็นคลื่นที่สั้นที่สุด

ทั้งคลื่นแรงกระตุ้น และคลื่นพักตัว จะซ้อนกันอยู่ในแพทเทิร์นที่คล้ายกันเพื่อจะสร้างแพทเทิร์นที่ใหญ่กว่า ยกตัวอย่างเช่น แผนภูมิแสดงผลแบบ 1 ปี อาจจะแสดงผลการอยู่ท่ามกลางคลื่นพักตัว แต่ถ้าไปดูแผนภูมิแบบ 30 วัน อาจจะเห็นคลื่นแรงกระตุ้นที่กำลังก่อตัวอยู่ นักลงทุนที่ใช้  Elliott wave ในการวิเคราะห์ จึงอาจจะมีการแสดงผลแนวโน้มขาลงแบบระยะยาว และมีแนวโน้มขาขึ้นแบบระยะสั้น

4. ข้อดี-ข้อเสียของ Elliott Wave

4.1 ข้อดี

ข้อดีของ Elliott wave คือ ทำให้นักลงทุนมองเห็นจุดกลับตัวที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ และการที่นักลงทุนรู้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงก่อตัวขึ้น หรือลง จะทำให้นักลงทุนซื้อ-ขาย เพื่อทำกำไรได้ การอ่านคลื่นได้ จึงช่วยให้นักลงทุนคาดการณ์ได้ว่าราคาจะไปในทิศทางใด

4.2 ข้อเสีย

ข้อเสียของ Elliott wave คือ มันค่อนข้างเฉพาะบุคคล และค่อนข้างยากที่จะหาจุดเริ่มต้น หรือจุดจบของคลื่นหนึ่งๆ ซึ่งอยู่ในโครงสร้างคลื่น 5 ลูก อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ที่ฝึกฝนบ่อยๆ สามารถอ่านคลื่นได้แม่นยำมากขึ้น

Elliott wave ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายาก และซับซ้อน ทำให้ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ในขณะที่นักลงทุนในปัจจุบันอาจไม่อยากลงทุน เสียเวลาศึกษาอะไรนานๆ ทำให้ Elliott wave เป็นทฤษฎีที่ถูกละเลยจากนักลงทุนหลายคน ไม่คุ้มที่จะเสียเวลาและความพยายาม

นอกจากนี้ นักวิชาการบางส่วนมองว่า ความไม่มีแบบแผนของตลาด ทำให้การคาดการณ์ตลาดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในเชิงบวกที่วัดได้เป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม มีข้อโต้แย้งว่าพฤติกรรมของตลาดไม่ใช่ความไม่มีแบบแผนเสมอไป