มือใหม่หัดเล่นหุ้นต้องรู้อะไรบ้าง? วิธีการเลือกซื้อหุ้นว่าแบบไหนที่เหมาะสม สำหรับมือใหม่?

หากจะกล่าวถึงการลงทุนแน่นอนว่าทุกคนต้องพูดถึงการลงทุนในหุ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความน่าเชื่อถือและมีเสถียรภาพ โดยปัจจุบันพบว่าคนรุ่นใหม่ เริ่มที่จะหันมาลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ได้มีแต่เจ้ามือรายใหญ่ที่เล่น แต่เริ่มที่จะมีผู้ถือหุ้นเล็กๆ เข้ามาเล่นด้วย ซึ่งแน่นอนว่าการลงทุนทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น สกุลเงินคริปโต หรือฟอเร็กซ์ ผู้ลงทุนควรศึกษาหาข้อมูลก่อนที่จะเข้ามาลงทุนได้ เพื่อเป็นการกำจัดความเสี่ยง และซื้อขายให้เกิดกำไรมากที่สุด โดยในบทความนี้เองจะทำการให้ข้อมูลกับผู้เล่นมือใหม่ว่า สิ่งที่ควรรู้คืออะไรบ้าง โดยจะเขียนถึงหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.ตลาดหุ้นคืออะไร

หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินคำว่าตลาดหุ้น แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แล้วมีหน้าที่อะไรบ้าง ในชีวิตประจำวันหากคุณจะไปตลาดเพื่อไปซื้ออะไรบางอย่าง ถูกต้องไหม เช่นคุณไปตลาด เพื่อไปซื้อผัก นั่นหมายถึงคุณกำลังจะไปสถานที่ที่มีการแลกเปลี่ยนสินค้า เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้น ตลาดหุ้นก็คือสถานที่แลกเปลี่ยนหรือซื้อขายหุ้นนั่นเอง ในทำนองเดียวกันตลาดหุ้นก็เหมือนเป็นตลาดการเงิน เป็นสถานที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อทำข้อตกลงกับเครื่องมือทางการเงิน ตามประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขาย ตลาดที่คุณซื้อขายหุ้นเรียกว่าตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหุ้น คุณคงเคยได้ยินเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ที่สำคัญอย่างน้อยหนึ่งแห่งในโลกแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น NASDAQ ตั้งอยู่ในเมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ตั้งอยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

2.วิธีการเลือกซื้อหุ้นว่าแบบไหนที่เหมาะสม สำหรับมือใหม่

2.1.ศึกษาหาข้อมูลของหุ้นตัวนั้นๆก่อนจะทำการซื้อ เมื่อคุณจะทำการเลือกหุ้นนั้นคุณจำเป็นต้องทำการบ้าน เพราะเป้าหมายของเราคือการซื้อหุ้นในราคาที่ดีและเหมาะสมกับการลงุทน โดนเฉพาะในกรณีที่คุณอยากเล่นหุ้นระยะสั้น แม้ว่าคุณจะเชื่อมั่นของบริษัททึ่คุฯซื้ออย่างมาก แต่คุณก็จำเป็นที่จะต้องทบทวนปัจจัยพื้นฐานของหุ้นนั้นๆ เพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ แล

2.2.แนวโน้มการเติบโตของกำไร มองหาแนวโน้มการเติบโตรายได้ของบริษัทนั้นๆ เมื่อเวลาผ่านไปรายได้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากเป้นแบบนั้นแสดงว่าบริษัทกำลังเดินมาถูกทาง แต่การเติบโตและมูลค่าของกำไรต้องไปด้วยกันเพื่อให้หุ้นมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน

2.3.ความแข็งแกร่งของบริษัทเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เริ่มต้นด้วยการดูอุตสาหกรรมที่เป็นตัวแทนในตลาด ว่ามีศักยภาพในการเติบโตมากแค่ไหน ซึ่งอุตสาหกรรมมักจะเป็นตัวเลือกที่ดีในการลงทุน โดยคุณจะต้องพิจารณาบริษัทที่คุณจะทำการซื้อหุ้นและนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งว่ามีข้อได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไร ให้จัดเรียงคู่แข่งที่มีขนาดเท่ากันหรือมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด และทบทวนประสิทธิภาพของพวกเขาในช่วงเวลาเดียวกัน

2.4.บริษัทมีเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นหรือไม่ บริษัทที่มีการจ่ายเงินปันผล มักจะเป็นบริษัทที่มีความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบริษัทได้เพิ่มการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ แต่ข้อควรระวังก็คือ บริษัทที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่พุ่งสูงขึ้นอาจหมายถึงบริษัทกำลังหมดหวัง การจ่ายเงินปันผลที่สูงอาจเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าบริษัทไม่ได้ลงทุนในตัวเองเพียงพอบริษัทสามารถลดการจ่ายเงินปันผลชั่วคราวหรือถาวรเพื่อรักษาสภาพคล่องในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ นี่ไม่ได้แปลว่าบริษัทตกอยู่ในอันตรายเสมอไป แต่ธุรกิจอาจต้องการเงินสดมากขึ้นเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายทันที เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องพิจารณาดีๆ

2.5.วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เพราะว่าผู้บริหารนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากในการบริหารบริษัทนั้นๆ สิ่งที่คุณต้องดูคือ เขาทำงานได้มีประสิทธิภาพมากแค่ไหน เพราะตัวผู้บริหารเองนั้นต้องมีประสิทธิภาพในการบริหารองค์กรให้มีความมั่นคงและยาวนาน บริษัทที่กล้าลงทุนเพื่อให้ตัวเองมีการเจริญเติบโตต่อไปได้ทางธุรกิจ ก็ถือว่าเป็นการเพิ่มรากฐานในบริษัทของตนเอง บริษัทที่มีการจัดการที่ดีมักจะเป็นบริษัทที่มีราคาหุ้นมีแนวโน้มสูงขึ้น

2.6.ความมั่นคงในระยะยาว โดยธรรมชาติของตลาดหุ้นนั้น จะต้องมีวันใดวันนึงที่มันเกิดความผันผวน เมื่อถึงจุดหนึ่งจะทำให้บริษัทนั้นสูญเสียมูลค่าในตลาด เนื่องจากราคาหุ้นตก แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆในระยะยาวนั้นก็คือความมั่นคง เราต้องมองหาบริษัทที่สามารถฝ่าฟันภาวะการตกต่ำของเศรษฐกิจและกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เพราะบริษัทนั้นได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า ถึงแม้จะมีปัญหามากแค่ไหน แต่ก็สามารถบริหารให้กลับมามีทางออก ซึ่งนั่นหมายถึงบริษัทมีความแข็งแกร่งและมั่นคง และมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่ง 

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่องค์ประกอบสำคัยบางส่วนที่ใช้ในการเลือกซื้อหุ้น แต่ผู้อ่านต้องไม่ลืมว่าในตลาดหุ้นของจริงมักจะมีตัวแปรหรือปัจจัยอื่นๆ มาทดสอบเราเสมอ ดังนั้นนักลงทุนควรศึกษาและติดตามข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการซื้อและขายหุ้น

3.วิธีการเล่นหุ้นเบื้องต้น

สมัยนี้ไม่ว่าใครก็สนใจที่จะมาลงทุนในหุ้นเนื่องจากได้ผลตอบแทนที่ดีและไม่ยากอย่างที่ใครๆคิด โดยหัวข้อนี้จะมาสอนวิธีการเล่นหุ้นเบื้องต้น

ขั้นตอนที่

ก่อนที่จะเปิดบัญชีผู้ถือหุ้นได้ คุณต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ก่อน ถึงจะสามารถเปิดบัญชีได้ เพราะทางธนาคารจะขอดูบัตรประชาชนของคุณ โดยเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้เพื่อทำการเปิดบัญชี

-สำเนาบัตรประชาชน

-สำเนาทะเบียนบ้าน

-สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร 

-STATEMENT ธนาคารย้อนหลัง 3 เดือน

-ใบเปลี่ยนชื่อสกุล (ถ้ามี)

ขั้นตอนที่ 2 เลือกว่าจะเปิดบัญชีแบบไหน 

แคชบาลานซ์ (Cash Balance/ Cash Deposit) และ เครดิตบาลานซ์ (Credit Balance) โดยเลือกบัญชีที่เหมาะสมกับเราที่สุด

แคชบาลานซ์ (Cash Balance/ Cash Deposit) ต้องมีเงินฝากไว้ที่โบรกเกอร์ก่อน พอซื้อหุ้นก็จะถูกหักออกจากบัญชี ซึ่งหมายถึงว่า ต้องมีเงินในบัญชีก่อน ถึงจะซื้อหุ้นได้ ถ้าเงินไม่พอก็โอนเข้าได้ ซึ่งบัญชีนี้เหมาะกับผู้ที่มีเงินลงทุนไม่มาก 

เครดิตบาลานซ์ (Credit Balance) เป็นบัญชีที่โบรกเกอร์เปิดขึ้นมา เพื่อให้สินเชื่อแก่นักลงทุน ซึ่งก็เหมาะกับผู้ที่ต้องการซื้อหุ้นในปริมาณมากๆและเงินหมุนเยอะ ซึ่งโดยนักลงทุนจ่ายเงินซื้อเอง ส่วนหนึ่ง ที่เหลือโบรกเกอร์จะเป็นฝ่ายจ่าย โดยเปรียบง่ายๆก็คือ เราออกเงินส่วนหนึ่ง โบรกเกอร์ให้เรากู้เพื่อลงทุนอีกส่วนหนึ่ง 

ขั้นตอนที่ 3 เลือกโบรกเกอร์

เลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยค่าธรรมเนียมเป็นหลัก รวมถึงการให้ความรู้ของโบรกเกอร์ต่างๆ ว่ามีบริการเสริมอะไรบ้างมั้ย ซึ่งเราเลือกโบรกเกอร์ไปเพื่อเป็นตัวกลางในการนำเราเข้าไปสู่ตลาดหุ้น

ขั้นตอนที่ 4 ทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนซื้อหุ้น

การทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนซื้อหุ้น จะทำให้เรารู้ว่าเราเหมาะกับหุ้นแบบไหน และเราสามารถเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน โดยแบบประเมินความเสี่ยงนั้น โดยจะมีให้เราเลือกข้อมูลต่างๆที่เราคิดว่าตรงกับเรามากที่สุดแล้วทางแบบประเมินความเสี่ยงนั้นก็จะประเมินว่า เรามีความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน และเหมาะกับการซื้อหุ้นชนิดใด

ตัวอย่างแบบประเมินความเสี่ยงของเว็บ SET 



ขั้นตอนที่ 5 เลือกหุ้นที่เราคิดว่าเหมาะสมกับเรา 

ทำการเลือกหุ้นที่เหมาะสมกับเราโดยสามารถหาดูรายชื่อหุ้นได้จากเว็บ SET ซึ่งเป็นเว็บดูตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย ซึ่งภายในเว็บก็จะมีให้ดูว่า หุ้นที่จะซื้อนั้นมีผลกำไรเท่าไหร่ในแต่ละปี งบประมาณต่างๆ ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อวิเคราะห์ได้ว่าควรซื้อหุ้นนั้นๆในราคาเท่าไหร่







ขั้นตอนที่ 6 หมั่นศึกษาและติดตามข่าวทางเศรษฐกิจอยู่เสมอ

อย่าลืมว่าการติดตามข่าวสาวทำให้เราสามารถนำข่าวมีวิเคราะห์แนวโน้มทางเศรษฐกิจได้อยู่เสมอ ซึ่งเราสามารถนำไปวิเคราะห์ได้ว่าข่าวต่างๆจะมีผลกระทบอะไรกับตลาดหุ้น และจะทำให้เรารู้จังหวะเวลาขายหรือซื้อได้ดีอีกด้วย