S&P 500 คืออะไร มีบริษัทใดบ้างที่เข้าร่วม และคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่

S&P 500 คือ ดัชนีตลาดหุ้นโดย Standard & Poor ซึ่งชื่อนั้นถูกตั้งมาจากสองบริษัททางการเงินที่ได้ก่อตั้ง ชื่อว่า Standard and Poor ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2500 วันที่ 4 เดือนมีนาคม โดยหุ้นของ 500 บริษัทใหญ่ในสหรัฐได้ถูกติดตามโดยดัชนีตลาดหุ้นดังกล่าว มีการรายงานความเสี่ยงและผลตอบแทนสำหรับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดซึ่งการรายงานความเสี่ยงและผลตอบแทนนั้นเป็นการแสดงผลประกอบการของตลาดหุ้น โดยสิ่งนี้จะถูกใช้โดยนักลงทุนให้เป็นเกณฑ์มาตรฐานของตลาดโดยรวม ใช้เพื่อเป็นการเปรียบเทียบกับการลงทุนแบบอื่นทั้งหมด

S&P 500 มีผลตอบแทนต่อปีที่ 11.09% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนจากวันที่ 14 มกราคม 2563 จนถึงปัจจุบัน ได้ให้ผลตอบแทนอยู่ที่26.65%

ดัชนีตลาดหุ้น S&P 500 สามารถใช้เป็นมาตรฐานในการวัดได้ดีที่สุด ถึงแม้ว่า Dow Jones จะเป็นดัชนีที่รู้จักกันในวงกว้าง แต่ S&P 500 มักได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากกว่า เนื่องจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในนิวยอร์ก ดังเช่น BATS หรือ Investors Exchange และอื่นๆอีกกว่าห้าร้อยรายการถูกติดตามโดยดัชนีหุ้น S&P 500 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ถูกชี้นำโดยดัชนีตัวนี้ รวมถึงสามารถใช้ตัวคาดคะเนความเป็นไปของตลาดโดยรวม โดยหุ้น S&P 500 ที่ประกอบไปด้วยรายชื่อธุรกิจที่หลากหลายสามารถสะท้อนถึงความเป็นไปของเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ในขณะที่ข้อมูลปี 2560 ได้ทำการแสดงว่าธุรกิจแนวเทคโนโลยีสารสนเทศถือเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลในการนำทางเศรษฐกิจสหรัฐฯมากที่สุด

1. เราสามารถคำนวน S&P 500 ได้อย่างไร

ใน S&P 500 หลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market capitalization) จะถูกถ่วงน้ำหนักไว้ โดยวิธีนี้ จะแบ่งส่วนเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าให้กับบริษัทที่มีราคาตลาดสูงสุด บริษัทไหนที่หลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงที่สุดจะได้รับการแบ่งเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่า โดยการถ่วงดุลใน S&P 500 นั้น เราจะใช้มูลค่าตลาด (Market capitalization)

การแบ่งน้ำหนักบริษัทใน S&P 500 =

น้ำหนักของแต่ละสัดส่วนใน S&P 500 มีการถูกจัดสรร โดยเริ่มต้นด้วยการรวมมูลค่าตลาดสำหรับดัชนี

1.1 คำนวณมูลค่าตลาดรวมสำหรับดัชนีโดยการเพิ่มมูลค่าตลาดทั้งหมดของแต่ละบริษัท

1.2 การถ่วงน้ำหนักของแต่ละบริษัทในดัชนี สามารถคำนวณโดยการนำมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทมาหารด้วยมูลค่าตลาดรวมของดัชนี

1.3  สำหรับการตรวจสอบ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทจะคำนวณโดยนำราคาหุ้นปัจจุบันมาคูณด้วยจำนวนหุ้นของบริษัทที่จ่ายแล้ว หรือที่เรียกว่าหุ้นทั้งหมดหักลบออกด้วยหุ้นที่บริษัทซื้อคืนเข้ามา

1.4 ราคาตลาดรวมของ S&P รวมถึงมูลค่าตามราคาตลาดของแต่ละบริษัทนั้นถูกเผยแพร่เป็นประจำบนเว็บไซต์ทางการเงิน ซึ่งทำให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องคิดเลขด้วยตนเอง

2. รายชื่อบริษัทที่หุ้นใน S&P 500 10 อันดับแรก

จากการเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2021

หัวข้อ

บริษัท

ดัชนีน้ำหนัก

มูลค่าตลาด

รายได้ (พันล้าน) (ต่อท้าย 4 ไตรมาส)

รายได้สุทธิ (พันล้าน)

(ต่อท้าย 4 ไตรมาส)

ลำดับเปลี่ยนจากเดือนที่แล้ว

Apple Inc.

5.5%

1,966.4

325.4

76.3

คงเดิม

Microsoft Corp.

5.3%

1,883.1

160.0

56.0

คงเดิม

Amazon.com, Inc.

3.9%

1,379.6

419.1

26.9

คงเดิม

Facebook, Inc.

2.2%

790.7

94.4

33.7

คงเดิม

Alphabet Inc. Class A Common Stock (GOOGL)

2.0%

708.8

196.7

51.4

คงเดิม

Alphabet Inc Class C (GOOG)

2.0%

695.1

196.7

51.4

คงเดิม

Berkshire Hathaway Inc. (BRK.B)

1.6%

551.9

365.6

104.0

เลื่อนขึ้นหนึ่งลำดับ

JPMorgan Chase & Co.

1.4%

501.2

123.6

40.6

เลื่อนขึ้นหนึ่งลำดับ

Tesla, Inc. (TSLA)

1.4%

480.1

35.9

1.1

เลื่อนลงสองอันดับ

Johnson & Johnson (JNJ)

1.3%

444.9

84.2

15.1

คงเดิม


บันทึก ณ วันที่ 14 มกราคม 2020 อุตสาหกรรมต่างๆใน S&P 500 ถูกจัดประเภทดังนี้


เทคโนโลยีสารสนเทศ

23.2%

บริการด้านสุขภาพ

14.2%

การเงิน

13%

บริการด้านการสื่อสาร

10.4%

สินค้าอุปโภคบริโภคชนิดฟุ่มเฟือย

9.8%

กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม

9.1%

สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น

7.2%

พลังงาน

4.3%

สาธารณูปโภค

3.3%

อสังหาริมทรัพย์

2.9%

วัสดุก่อสร้าง

2.7%


3. S&P 500 คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่

การลงทุนกับ S&P 500 นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เนื่องจากดัชนีตัวนี้นั้นเชื่อมกับหุ้นบริษัทที่อยู่ในสหรัฐฯเท่านั้น จึงหมายความว่าหากเศรษฐกิจในสหรัฐฯตกต่ำ นั่นอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนของคุณ อย่างที่เกิดขึ้นในปี 2002 และ 2008 เพราะเช่นนี้เอง มันจึงเป็นเรื่องสำคัญในการลงทุนที่ผู้ลงทุนควรจะกระจายการลงทุน ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการกระจายความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม กราฟด้านล่างจะทำการแสดงแนวโน้มดัชนี S&P 500 ในวิกฤตการณ์ต่างๆเพื่อประกอบการพิจารณาสำหรับนักลงทุน

ดังที่เห็นว่า ผ่าน 7 วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ภาวะฟองสบู่ทางอินเตอร์เน็ตในปี 2000 เหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2011 วิกฤติซับไพรม์ในปี 2008 วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปในปี 2012 ตลาดหุ้นจีนล้มในปี 2015 สงครามการค้าระหว่างจีน - สหรัฐฯในปี 2018 และวิกฤตไวรัสโคโรน่าในปัจจุบัน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐ แต่ดัชนี S&P 500 ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ในส่วนของกราฟนี้คือกราฟล่าสุดเมื่อประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้รับการเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่า S&P 500 มีความน่าเชื่อมั่นค่อนข้างสูง หากต้องการลงทุน

4. ประโยชน์ของการลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500

การลงทุนกับหลายๆบริษัทพร้อมกันกลายเป็นเรื่องง่าย แต่ทว่าในขณะเดียวกันคุณก็จำเป็นที่จะต้องประสานงานกับบริษัททั้ง 500 บริษัท รวมถึงการติดต่อพูดคุยผ่านอีเมล โทรศัพท์ การทำธุรกรรมทางการเงินแบบแยกต่างหากกับแต่ละบริษัท นั่นจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากหากต้องจัดการทั้งหมดเองคนเดียว แต่หากคุณลงทุนไปกับกองทุนดัชนี S&P 500  กับการทำธุรกรรมเพียงครั้งเดียว นั่นหมายถึงการลงทุนกับ 500 บริษัทในเวลาเดียวกันแบบรวบยอด

5. เราจะสามารถซื้อ S&P 500 ได้อย่างไร ในวิธีที่ดีที่สุด

อย่างแรกที่คุณต้องทำแน่นอนว่าคุณจำเป็นที่จะต้องมีบัญชีส่วนตัวในการลงทุน หากไม่มี คุณจำเป็นจะต้องเปิดบัญชี คุณสามารถลงทุนกับ S&P 500 โดยปราศจากที่ปรึกษาทางการเงินส่วนตัว เพราะคุณสามารถทำได้โดยการทำเรื่องผ่านช่องทางออนไลน์ในการลงทุน หากแต่ว่าแพลตฟอร์ม Robo นั้นเป็นที่พูดถึงกันเป็นอย่างมาก เนื่องการมีค่าธรรมเนียมส่วนต่างที่ค่อนข้างถูก และข้อเสนอหรือข้อแนะนำจาก Robo นั้นก็มาจากคนจริงๆ ที่คุณสามารถพูดคุยทางโทรศัพท์ด้วยได้

หากแต่ว่า ไม่ว่าคุณจะต้องการลงทุน S&P 500 มากแค่ไหน อย่าลืมว่าคุณไม่ควรลงทุนสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับมันเพียงอย่างเดียว คุณควรพิจารณาให้มันเป็นเพียงหนึ่งสิ่งที่คุณเลือกลงทุนเท่านั้น มีบริษัทกว่า 500 บริษัทที่อยู่ในกองทุนดัชนีดังกล่าว คุณควรจะลงทุนกับบริษัทที่เข้าข่ายที่อยู่ใน S&P 500 จริงๆ อย่างเช่นว่า มีบางบริษัทการจัดการการลงทุนที่เสนอการลงทุนแบบอื่นๆ ทั้งที่เป็นส่วนหนึ่ง และไม่เป็นส่วนหนึ่งของ S&P 500 เช่นการลงทุนแบบการซื้อหุ้นต่างประเทศ การลงทุนกับบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่เข้ากับเกณฑ์ S&P นี่เป็นทางเลือกส่วนหนึ่งที่คุณสามารถนำไปพิจารณาได้

คุณควรให้ robo เป็นที่ปรึกษาของคุณเพราะที่ปรึกษาของบริษัทสามารถให้คำแนะนำทั่วไปในการเสนอให้คุณปรับพอร์ตโฟลิโอให้มีความเหมาะสมและสมดุล ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการลงทุน ค่าธรรมเนียมในการปรึกษา robo นั้นค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ เช่นว่า robo สามารถให้คำแนะนำคุณได้ในเรื่องของการลดความเสี่ยงในการลงทุน การลงทุนในหลายกองทุนรวมถึงของ S&P 500 ก็ไม่ยาก ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะเป็นการยากสำหรับคุณในการเริ่มลงทุนคนเดียวโดยปราศจากคำแนะนำ

วิธีการที่ชาญฉลาดในการลงทุน ไม่ใช่การจ่ายเงินเข้าบัญชีแล้วลืมไปถึงการมีอยู่ของมัน สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เช่นว่า คุณควรจะเลือกแพลตฟอร์มการลงทุนที่ช่วยปรับพอร์ตการลงทุนของคุณให้มีความสมดุล และปรับบัญชีของคุณให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางการตลาด คุณสามารถเก็บวิธีการจัดการทรัพย์สินไว้ในแบบเดิมเมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจจะเริ่มลงทุนที่พอร์ตที่มีหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์และพันธบัตร 50 เปอร์เซ็นต์ก่อน แต่ต่อมา ไม่ว่าจะบ่อยแค่ไหน ผู้ให้คำปรึกษา robo สามารถจะช่วยคุณในการดำเนินการทางธุรกรรมเพื่อท้ายที่จะสุดนำกลับเปอร์เซ็นต์ที่มายังตำแหน่งที่คุณคาดหวัง ดังนั้นโปรดอย่าลืมว่าการลงทุนในดัชนีเช่น S&P 500 มูลค่าของเงินที่คุณลงทุนไปก็สามารถผันผวนได้