ดาวโจนส์สำคัญอย่างไร หากสนใจลงทุนควรทำอย่างไรบ้าง

คนที่ฟังข่าวเศรษฐกิจกันบ่อย ๆ คงจะเคยได้ยินคำว่า “ดาวโจนส์” “แนสแด๊กซ์” “เอสแอนด์พี” กันอยู่บ้าง คำศัพท์เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญในแวดวงการลงทุน สำหรับวันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ “ดาวโจนส์” ให้มากขึ้น เพื่อที่คุณจะได้ทราบว่ามันคืออะไรแล้วมีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงได้รับการพูดถึงในแวดวงการลงทุนอยู่บ่อย ๆ

ประวัติความเป็นมา

ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Index) คือ ดัชนีที่ถูกสร้างขึ้นโดยชาลส์ ดาว ซึ่งเคยเป็นบรรณาธิการวอลล์สตรีทเจอร์นัล ในปี ค.ศ. 1896 เขาได้คิดค้นดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ มีการเปิดตัวโดยรวมเอาราคาของหุ้นของบริษัทใหญ่ 12 บริษัทจากอุตสาหกรรมพื้นฐาน เช่น น้ำมัน ก๊าซ รถไฟ ผ้าฝ้าย เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ในสมัยนั้นจึงทำให้ดัชนีสัมพันธ์กับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

 Dow Jones Index เป็นดัชนีรายงานอับดับผลหุ้นของบริษัทบลูชิป ปัจจุบันประกอบไปด้วยหุ้น 30 ตัว จากบริษัทใหญ่ที่เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมของอเมริกาที่ถูกคัดเลือกโดยบริษัทวอลสตรีทเจอร์นัลและดาวโจน์ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ซึ่งล้วนเป็นหุ้นของบริษัทที่มีการซื้อขายมากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค (NYSE)  และแนสแด็ก (Nasdaq) ด้วยความที่เป็นดัชนี้รวมหุ้นรายใหญ่ในอเมริกาจึงทำให้มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศในแง่ของกำไรและการจ้างงานที่ไม่ใช่แค่เฉพาะในอเมริกาเท่านั้นแต่บริษัทเหล่านี้ยังครอบคลุมไปทั่วโลกอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหากคำว่าดาวโจนส์จะได้รับการพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ในวงการเศรษฐกิจและการลงทุน บริษัทที่อยู่ในกลุ่ม Dow Jones Index เช่น อเมริกันแอ๊กซ์แพรส แอปเปิ้ล ไมโครซอฟต์ ไนกี้ ไอบีเอ็ม แมคโดนัล เป็นต้น

คุณสามารถศึกษาดูคำอธิบายดัชนีดาวโจนส์เพิ่มเติมได้ที่คลิปวิดีโอนี้


แม้ว่าดัชนีอาจมีความผันผวนและดิ่งลงหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์เนื่องจากสถานการณ์ของสหรัฐฯ และโลกที่แปรปรวน แต่ก็มักจะกลับมาดีดตัวขึ้นได้ทุกครั้งหลังจากที่วิกฤติผ่านไป ตัวอย่างเช่น แบล็คมันเดย์ ที่ดัชนีร่วงลงไปถึง 508 จุด ภายในวันเดียวเนื่องจากการเทขายหุ้นของนักลงทุน อย่างไรก็ตามเมื่อวิกฤตผ่านพ้นไปประกอบกับได้อานิสงค์จากหุ้นในกลุ่มการเงินและเทคโนโลยีก็ทำให้ดัชนีดาวโจนส์สามารทะยานกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง

ดัชนีดาวโจนส์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากความแข็งแกร่งบริษัทผู้นำในอุตสาหกรรมใหญ่และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้นักลงทุนจึงมักจะให้ความเชื่อมั่นในดัชนีดาวโจนส์สูงและเลือกที่จะลงทุนในในระยะยาว

การลงทุนในดัชนีดาวโจนส์

การลงทุนในดัชนี Dow Jones สามารถทำได้โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างต้องทำการซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ เนื่องจากการซื้อขายไม่สามารถซื้อขายได้โดยตรง หากคุณสนใจที่จะลงทุนในดัชนีดาวโจนส์ คุณสามารถลงทุนได้ตามประเภท ดังนี้

  1. หุ้น

คุณสามารถซื้อขายหุ้นของบริษัทที่อยู่ในดัชนี Dow Jones ได้หากคุณมีพอร์ตหุ้นอยู่แล้วเหมือนกับการเล่นหุ้นของบริษัททั่วไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทที่อยู่ในดัชนีดาวโจนส์เป็นบริษัทบลูชิปซึ่งมีขนาดใหญ่ ดังนั้นมูลค่าของหุ้นก็สูงตามไปด้วย หากคุณคิดจะเทรดหุ้นกับบริษัทเหล่านี้ตรงก็จำเป็นต้องมีเงินทุนก้อนเสียใหญ่

  1. กองทุนรวม

หากคุณยังมีเงินลงทุนไม่มากนัก การมองหากองทุนรวมที่ลงทุนอยู่ในหุ้นของบริษัทดัชนีดาวโจนส์ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ อีกทั้งการลงทุนในกองทุนรวมก็มีการลงทุนที่หลากหลายทำให้สามารถกระจายความเสี่ยง อีกทั้งยังมีผู้จัดการกองทุนที่ดำเนินโดยผู้เชี่ยวชาญ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินลงทุนจำกัดและไม่มีเวลาศึกษาการซื้อขายหุ้นอย่างจริง ๆ จัง ๆ

  1. กองทุนรวมดัชนี (EFF)

คล้าย ๆ กับกองทุนรวมที่มีการกระจายการลงทุน ซึ่งกองทุนรวมดัชนีจะลงทุนในหุ้นตามดัชนีดาวโจนส์แล้ว ก็ยังลงทุนในตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำจนถึงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอื่น ๆ อีกด้วย

  1. สัญญาซื้อขายส่วนต่าง CFD

นักลงทุนสามารถเก็งกำไรจากราคาที่ขึ้นลงของสินทรัพย์หุ้นในดัชนีดาวโจนส์ได้โดยใช้เงินทุนน้อยแต่สามารถขยายได้โดยการใช้เลเวอเรจผ่านโบรกเกอร์ สามารถทำกำไรได้ในระยะสั้น




เนื่องจากการเทรด CFD สามารถลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยและมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก อีกทั้งไม่จำเป็นต้องรอให้หุ้นได้กำไรก็สามารถเทรดได้ เราจึงอยากนำเสนอการลงทุนดัชนีดาวโจนส์ใน CFD เพิ่มเติม

การเทรดดาวโจนส์ผ่าน CFD


การเทรด CFD นั้นต่างจากการเทรดหุ้น เพราะการเทรด CFD ไม่ได้ทำให้ผู้ลงทุนเป็นเจ้าของสินทรัพย์ได้โดยตรง แต่ผู้ลงทุนถือเป็นเจ้าของสัญญาการซื้อขายปริมาณราคาที่ขึ้นลงของสินทรัพย์ กล่าวคือ การซื้อขาย CFD สามารถเก็งกำไรได้ทั้งราคาขาขึ้นและขาลง นอกจากนี้การเทรด CFD ต้องทำผ่านโบรกเกอร์ซึ่งสามารถใช้เลเวอเรจ (Leverage) เพื่อเพิ่มอัตราเงินทุนที่มีอยู่จริงตามอัตราเท่าตัวที่เราต้องการ เปรียบเสมือนการยืมเงินจากโบรกเกอร์มาใช้ในการลงทุนก่อน เมื่อได้กำไรก็อาจมีการคิดค่าดอกเบี้ยหรือคอมมิชชั่น อย่างไรก็ตามการใช้เลเวอเรจก็ต้องมีเงินประกันวางไว้ให้กับโบรกเกอร์ (Margin) เพราะในกรณีที่เราขาดทุนจนเกินไปโบรกเกอร์ก็มีสิทธิที่จะจัดการกับเงินทุนเราได้เช่นกัน หากคุณอยากเริ่มเทรดด้วย CFD สามารถเริ่มต้นได้ ดังนี้

หาโบรกเกอร์ชั้นนำที่น่าเชื่อถือ

การเทรดดัชนีดาวโจนส์ผ่าน CFD สามารถเริ่มได้จากการหาโบรกเกอร์ชั้นนำที่น่าเชื่อถือ โบรกเกอร์แต่ละเจ้ามีเงื่อนไขและข้อกำหนดที่แตกต่างกัน คุณจึงควรศึกษารายละเอียดของโบรกเกอร์แต่ละเจ้าแล้วเลือกให้ตรงกับความเหมาะสมของตัวเอง

สมัครบัญชีทดลอง

หลังจากที่ได้โบรกเกอร์ที่สนใจแล้วก็ให้ติดต่อสมัครบัญชีซึ่งคุณสามารถเลือกได้ว่าจะสมัครบัญชีจริงหรือบัญชีทดลอง นี่เป็นข้อดีของการใช้ CFD ในการลงทุนดัชนีดาวโจนส์เพราะคุณสามารถฝึกฝนเทรดได้เสมือนจริงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดทุนเงินจริง ในระยะเวลานี้คุณก็ยังสามารถพิจารณาดูว่าคุณสะดวกที่จะใช้โบรกเกอร์ที่คุณเลือกไว้หรือไม่ ถ้าไม่คุณก็ยังสามารถเปลี่ยนได้ก่อนเริ่มใช้เงินจริง

วางแผนการเทรด

วางแผนและกลยุธท์การเทรดหลังจากฝึกในบัญชีทดลอง หลังจากที่คุณลองซื้อขายผ่านบัญชีทดลองคงทำให้คุณคุ้นเคยกับการเทรดบ้างแล้ว เราอยากแนะนำให้คุณลองวางแผนและกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่คุณต้องการเทรด เช่น ในวันที่มีเวลาว่างน้อยให้คุณใช้กลยุทธ์การเทรดแบบโมเมนตัม

เปิดบัญชีจริง

เมื่อคุณฝึกฝนจนพร้อมและได้โบรกเกอร์ที่ถูกใจแล้วก็ให้คุณสมัครบัญชีจริงกับโบรกเกอร์นั้น คุณจะต้องผ่านการยืนยันตัวตนถึงจะสามารถเปิดบัญชีได้ จากนั้นให้คุณฝากเงินทุนไว้ในบัญชีแล้วให้โบรกเกอร์กำหนดค่าเลเวอเรจเพื่อขยายยอดเงินลงทุนตามที่ต้องการ

เริ่มการเทรด

เลือกดัชนีดาวโจนส์ในการเปิดการซื้อขายแล้วเก็งกำไรตามแนวโน้มราคาขึ้นลงที่คุณคาดการณ์ไว้ เมื่อการเทรดถึงส่วนต่างที่คุณพอใจแล้วก็สามารถปิดการซื้อขายได้ คุณสามารถเปิดปิดการขายได้ตลอดเวลาที่ CFD เปิดทำการ (วันจันทร์ถึงศุกร์ ตลอด 24 ชั่วโมง)


นอกจากขั้นตอนเหล่านี้สิ่งที่สำคัญในการซื้อขายดัชนีดาวโจนส์ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายผ่าน CFD หุ้น หรือกองทุนรวม ก็คือ การติดตามข้อมูลข่าวสารการวิเคราะห์หุ้นในดัชนีดาวโจนส์ก็จะช่วยให้การคาดการณ์ของเราแม่นยำขึ้น

แม้ว่าบริษัทที่อยู่ในดัชนีดาวโจนส์จะเป็นบริษัทที่ใหญ่ มั่นคง และทำกำไรได้สูงเพียงใดแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงในการลงทุนเลย เพราะสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจรวมไปถึงแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมแต่ละประเภทล้วนส่งผลต่อราคาหุ้นในทุกบริษัทและเราไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ดังนั้นข้อดีของการเทรด CFD คือ เราสามารถเก็งกำไรได้แม้ว่าดัชนีจะลดลงไป