คู่เงิน (Currency pair) คืออะไร? คู่เงิน Forex ที่นิยม


1. รู้จักตลาด Forex

ตลาด Forex คือ ตลาดที่สกุลเงินต่างๆ ถูกนำมาซื้อ-ขาย สกุลเงิน (Currency) นับเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากสกุลเงินจะทำให้เราสามารถซื้อสินค้า และบริการต่างๆ ทั้งในประเทศ และข้ามประเทศได้ การเกิดขึ้นของตลาดแลกเงิน จึงเป็นไปเพื่อตอบสนองการค้าขายข้ามชาตินั่นเอง ยกตัวอย่าง เช่น หากคุณอาศัยอยู่ในประเทศไทย และต้องการซื้อผ้าฝ้ายจากอินเดีย คุณก็จะต้องจ่ายเงินซื้อผ้าฝ้ายนั้นในเงินรูปี (INR) นั่นหมายความว่า ผู้นำเข้าสินค้าในไทย ต้องแลกเปลี่ยนอัตราเงินจากเงินบาทของไทย ไปเป็นเงินรูปีของอินเดีย

หรือหากคุณไม่ใช่นักลงทุน หรือนักธุรกิจ แต่เป็นนักท่องเที่ยว ชาวสหรัฐฯ ที่ต้องการเดินทางไปยังประเทศจีน นักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน ก็จำเป็นจะต้องแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐ ไปเป็นเงินหยวนของจีน เพื่อใช้จ่ายระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในประเทศจีน



การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ (Money Exchange) เป็นกิจกรรมที่จำเป็น และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและธนาคารโลก เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และเป็นตลาดที่มีปริมาณเงินไหลเวียนต่อวันมากที่สุดตลาดหนึ่งของโลก ตัวละครที่เกี่ยวข้องกับตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา มีตั้งแต่ธนาคารต่างๆ ดีลเลอร์ Forex บริษัท ห้างร้าน ธนาคารกลาง สถาบันด้านการลงทุน บริษัทจัดการกองทุน ผู้ค้าสกุลเงินรายย่อย ไปจนถึงนักลงทุน

 ตลาด Forex ย่อมาจาก Foreign Exchange คือ ตลาดที่มีการซื้อ-ขายสกุลเงิน ถือเป็นตลาดที่เปิดทำการซื้อ-ขาย ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีให้บริการแบบผ่านเคาน์เตอร์  ซึ่งเป็นการซื้อ-ขายผ่านทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ได้ตลอดเวลา ตลาด Forex เปิดตั้งแต่ 17.00 น. วันอาทิตย์ ถึง 17.00 น. วันศุกร์ตามเวลา EST

ปัจจุบัน มีศูนย์กลางการค้าสกุลเงินอยู่หลายจุดที่สำคัญในโลก ไม่ว่าจะเป็น ลอนดอน, นิว ยอร์ก, โตเกียว, ซูริค, แฟรงค์เฟิร์ต, ฮ่องกง, สิงคโปร, ปารีส และซิดนีย์ เป็นต้น ตลาดเหล่านี้จะสลับหมุนเวียนกันเปิดทำการตามเวลาของประเทศนั้นๆ ทำให้การซื้อ-ขายอัตราแลกเปลี่ยนดำเนินไปตลอด 24 ชั่วโมง ของแต่ละวัน


2. คู่เงิน (Currency pair) คืออะไร? พื้นฐานการเทรดคู่เงิน

2.1 คู่เงิน (Currency pair) คืออะไร

คู่เงิน (Currency pair) คือ การเสนอราคาของสกุลเงินสองสกุลที่แตกต่างกัน โดยมีราคาของเงินสกุลหนึ่ง เทียบกับราคาของเงินอีกสกุลหนึ่ง สกุลเงินแรก จะถือเป็น “สกุลเงินหลัก” (base currency) ส่วนสกุลเงินที่สอง จะเรียกว่า “สกุลเงินอ้างอิง”  (quote currency) นิยมเขียนในลักษณะดังต่อไปนี้ เช่น

EUR/USD จากตัวอย่างนี้ EUR คือ ตัวย่อของเงินยูโร (EURO) USD คือ ตัวย่อของเงินดอลลาร์สหรัฐ สกุลเงินหลักในที่นี้ คือ EUR ซึ่งอยู่ด้านหน้า ในขณะที่ USD คือสกุลเงินอ้างอิง ซึ่งอยู่ด้านหลัง รูปแบบการเขียนคู่เงิน EUR/USD หมายความว่า นำเงินยูโรไปแลก (ซื้อ) เงินดอลลาร์สหรัฐ


การเขียนตัวย่อของสกุลเงินต่างๆ ทั่วโลก เป็นไปตามมาตรฐานการเขียนรหัสสกุลเงิน หรือที่เรียกว่า ISO currency code ซึ่งเป็นการใช้ตัวอักษรย่อ 3 ตัวแทนค่าสกุลเงินต่างๆ ทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น

THB = Thai Baht (เงินบาท)

USD = U.S. Dollar (เงินดอลลาร์สหรัฐ)

EUR = Euro (เงินยูโร)

GBP = Pound Sterling (เงินปอนด์)

JPY  = Japanese Yen (เงินเยน)

CNY = Yuan Renminbi (เงินหยวน)

AUD = Australian Dollar (เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย)

CHF = Swiss Franc (เงินสวิสฟรังก์)

INR = Indian Rupee  (เงินรูปี)

NZD = New Zealand Dollar (เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์)

CAD = Canadian Dollar (เงินดอลลอร์แคนาดา)

HKD = Hong Kong Dollar (เงินดอลลาร์ฮ่องกง)

SEK = Swedish Krona  (เงินโครนสวีเดน)


2.2 พื้นฐานการเทรดคู่เงิน


ทุกๆ การค้าสกุลเงิน จะหมายถึงการซื้อสกุลเงินหนึ่งเข้ามา และขายอีกสกุลเงินออกไป อย่างไรก็ตาม เราสามารถมองคู่สกุลเงินหนึ่งเป็นของชิ้นเดียว ที่สามารถถูกซื้อ หรือถูกขายได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราซื้อคู่เงินหนึ่งมาจากโบรกเกอร์ เมื่อนั้น เราก็กำลังซื้อเงินสกุลหลัก (base currency) ด้วยการขายสกุลเงินอ้างอิง โดยกลับกัน เมื่อคุณขายคู่เงินหนึ่ง คุณก็กำลังขายสกุลหลัก และได้รับสกุลเงินอ้างอิงกลับมา

คู่เงินทุกคู่ จะมีการอ้างอิงราคา ตามราคาเสนอซื้อ (buy) และราคาเสนอขาย (sell) ราคาเสนอซื้อ (buy) คือ ราคาที่โบรกเกอร์ Forex จะรับซื้อสกุลเงินหลักจากคุณ เพื่อแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินอ้างอิง โบรกเกอร์ จะเสนอราคาขาย ซึ่งเป็นราคาที่โบรกเกอร์จะขายสกุลเงินหลักให้กับคุณ เพื่อแลกกับสกุลเงินอ้างอิง ราคาเสนอซื้อ และเสนอขาย มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในแต่ละวัน โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา ขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อ และขายในตลาด ดอกเบี้ย การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเจ้าของสกุลเงิน เป็นต้น



2.3 วิธีเทรดคู่เงิน

อัตราแลกเปลี่ยนของคู่เงินต่างประเทศนั้น เป็นอัตราแบบลอยตัว กล่าวคือ มันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ตามปัจจัยต่างๆ ในแต่ละวัน และเวลา ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว หลักการของคู่เงิน คือ มันถูกกำหนดให้นำมูลค่าของเงินสกุลหนึ่ง ไปเทียบกับอีกสกุลหนึ่ง ทำให้อัตราจากการแลกเปลี่ยนผันผวนไปตามมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเงินสกุลหนึ่งจะมีค่า (แข็งค่า) กว่าเงินอีกสกุลที่นำมาเทียบด้วยเสมอ

การคำนวณอัตราระหว่างคู่เงินต่างประเทศ เป็นหนึ่งในปัจจัยของสกุลเงินหลัก กล่าวคือ คู่เงินจะถูกเขียนในรูปแบบ ดังต่อไปนี้ EUR/USD 1.3045 นั่นหมายความว่า เงินยูโร (EUR) เป็นสกุลเงินหลัก เพราะอยู่ด้านหน้า ส่วนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) เป็นสกุลเงินอ้างอิง ถูกเขียนไว้ด้านหลัง ความแตกต่างของค่าเงินสองสกุลนี้ คือ ราคาตามอัตราส่วน กล่าวคือ หนึ่งยูโรจะซื้อขายที่ 1.3045 สหรัฐฯ ดอลลาร์ ซึ่งหมายถึง สกุลเงินหลักจะถูกคูณ เพื่อให้ได้มูลค่าที่เท่ากัน หรือให้ได้ตามกำลังซื้อของสกุลเงินต่างประเทศ

จากตัวอย่างด้านบน เทรดเดอร์ จะพยายามซื้อเงินยูโร และขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเพื่อให้นักลงทุนสามารถทำกำไรได้ ค่าเงินยูโรจะต้องสูงขึ้น อีกทางหนึ่ง หากนักลงทุน ต้องการขายเงินสกุลยูโร เพื่อซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุน กำลังคาดว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ กำลังจะแข็งค่าเหนือเงินยูโร การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศนี้ มักจะเรียกว่าสั้นๆ ว่า “PIP” (percentage-in-point) พูดง่ายๆ คือ หน่วยของการเปลี่ยนแปลงของราคา



3. คู่เงิน Forex ที่เทรดเดอร์นิยม: เทรดคู่เงินไหนดี?


คู่เงินหลักๆ ที่เป็นที่นิยมในการเทรด ในตลาด Forex นั้นมีด้วยกันอยู่หลายคู่เงิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการจับคู่กันของเงินสกุลหลักๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็น USD, CAD, EUR, CHF, GBP, JPY, NZD, AUD เป็นต้น ได้แก่


ตารางคู่เงินหลักในตลาด Forex

USD/CAD

EUR/JPY

EUR/USD

EUR/CHF

USD/CHF

EUR/GBP

GBP/USD

AUD/CAD

NZD/USD

GBP/CHF

AUD/USD

GBP/JPY

USD/JPY

CHF/JPY

EUR/CAD

AUD/JPY

EUR/AUD

AUD/NZD


คู่เงินจำนวน 18 คู่เงินตามตารางด้านบน ถือเป็น 18 คู่เงินหลักที่มีปริมาณการซื้อ-ขายมากที่สุดในตลาด Forex นักลงทุนมือใหม่ที่สนใจเริ่มลงทุนในตลาด Forex จึงควรศึกษาคู่เงินหลักๆ นี้ให้เข้าใจ ก่อนค่อยไปศึกษาเงินสกุลอื่นๆ ในภายหลัง


3.1 เทรดคู่เงินไหนดี?

จาก 18 คู่เงินข้างต้น เราลองมาเจาะลึกคู่เงินหลักๆ กันดูว่า มีคู่เงินไหนบ้างที่น่าสนใจต่อการเทรด และเหมาะกับนักลงทุนที่อาจจะมีประสบการณ์น้อย ถ้าเรายังไม่รู้ว่าจะเลือกเทรดคู่เงินไหน คำแนะนำก็คือ เทรดคู่เงินที่มีปริมาณการซื้อ-ขายมากที่สุดในตลาด บทความเซคชั่นนี้ จะพามาลงรายละเอียดคู่เงินยอดนิยมในหมู่เทรดเดอร์

3.1.1 USD/EUR (ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร) คู่เงินนี้ เป็นคู่เงินที่มีการเทรดมากที่สุดในโลก มันคือการนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปซื้อเงินยูโร สำหรับเงินยูโรนั้น เป็นสกุลเงินทางการที่ใช้ในสหภาพยุโรป โดยมีกว่า 19 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรีย เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ อิตาลี สเปน เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

3.1.2 USD/JPY (ดอลลาร์สหรัฐ/เยน) เงินเยน เป็นสกุลเงินของประเทศญี่ปุ่น โดยค่าเงินเยนที่อ่อนค่ามากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มกลับมามีสเถียรภาพมากขึ้น หลังจากผ่านวิกฤติน้ำมัน เมื่อปี 1973 มาได้ ปัจจุบัน เงินเยนถูกใช้เป็นสกุลเงินสำรอง รองจากเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินยูโร และเงินปอนด์ สเตอร์ลิง เงินเยน ยังเป็นเงินที่ถูกแทรกแซงโดยธนาคารกลางของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่จะคอยเข้ามาซื้อ-ขายเงินเยนให้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับที่ควบคุมได้อีกด้วย

3.1.3 USD/CAD (ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์แคนาดา) เงินดอลลาร์แคนาดา เป็นอีกสกุลเงินหนึ่งคู่กับดอลลาร์สหรัฐที่มีความสำคัญ เนื่องจากเงินดอลลาร์แคนาดา สัมพันธ์อยู่กับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของแคนาดา เทรดเดอร์ที่ต้องการซื้อเงินดอลลาร์แคนาดา ด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ ควรตรวจสอบสถานการณ์ และราคาน้ำมันให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ-ขาย

3.1.4 GBP/USD (ปอนด์ สเตอร์ลิง/ดอลลาร์สหรัฐ) เงินปอนด์ หรือสกุลเงินของสหราชอาณาจักร ที่มีการใช้ในอังกฤษ สก็อตแลนด์ และเวลส์ แม้ว่าสหราชอาณาจักรจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปอยู่ระยะหนึ่ง โดยเงินปอนด์ มีปริมาณการซื้อ-ขายสูงเป็นอันดับสามของตลาด ตามหลังดอลลาร์สหรัฐ และเงินยูโร

3.1.5 USD/CHF (ดอลลาร์สหรัฐ/สวิส ฟรังก์ ) สวิส ฟรังก์ คือ สกุลเงินที่ใช้กันในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นักลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนกับเงินสกุลนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของหลักทรัพย์ โดยถูกมองว่าเป็นสกุลเงินที่เหมือนที่หลบภัยของนักลงทุน เนื่องจากเป็นสกุลเงินที่สามารถรักษาเสถียรภาพของตัวเองไว้ได้ในช่วงที่เงินสกุลอื่นๆ อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม เงินสวิสฟรังก์ มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่า ในยามที่เงินสกุลอื่นๆ แข็งค่าขึ้น โดยในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เงินสวิสฟรังก์ และเงินเยน เป็นสกุลเงินที่ยังรักษาเสถียรภาพไว้ได้ โดยเงินสองสกุลนี้ ถือเป็นที่หลบภัยของนักลงทุน เนื่องจากมีความผันผวนน้อย