MACD indicator คืออะไร? อ่านค่าของตัวชี้วัด MACD ได้อย่างไร?

เมื่อนักลงทุนคุ้นเคยกับการใช้โปรแกรมการเทรดต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเรียนรู้ในการอ่านค่า Indicator และเครื่องมือที่จะช่วยให้นักลงทุนทำการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลกำไรตอบแทนที่น่าสนใจ เช่น การอ่านค่าแบบใดที่นักเทรดควรจะต้องซื้อหรือต้องขายสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่สำคัญบทความนี้นำเสนอ MACD indicator คืออะไร, MACD formula คำนวณอย่างไรบ้าง และ MACD Signal แปลว่าอย่างไรได้บ้าง 

1. MACD indicator คืออะไร?

1.1 นิยามดัชนี MACD indicator

MACD หรือชื่อเต็ม Moving Average Convergence Divergence มักจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์หุ้นที่ได้รับความนิยมมานาน MACD เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความแรงของตลาดว่าเป็นภาวะกระทิงขวิดขาขึ้น(Bullish) หรือภาวะหมีตบลง(Bearish) กล่าวคือ MACD indicator คือ ดัชนีเส้นชี้วัด 2 เส้นที่ให้ข้อมูลทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น และแรงส่งของราคาหุ้น ดัชนี MACD จึงเป็นการวัดระยะห่างระหว่างเส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้น ว่าเคลื่อนที่เข้าหากันหรือแยกจากกัน โดยเฉพาะเส้นบนและเส้นล่าง 

 

1.2 สูตร MACD(MACD formula)

มีสูตรการคำนวณ MACDได้ ดังนี้

“MACD = EMA(จำนวน XX วัน) – EMA(จำนวน XX วัน)”

 

หรือ

 

“MACD = ผลต่างหรือระยะห่างของเส้น EMA(จำนวน XX วัน) และ EMA(จำนวน XX วัน)”

 

ตัวอย่าง MACD Formula ที่คำนวณจากค่าของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ Exponential ที่คำนวณจากข้อมูลย้อนหลัง 12วัน และ 26 วัน (ทั้งนี้ การคำนวณค่าฯขึ้นอยู่กับว่านักเทรดซื้อขายหุ้นเร็วหรือช้า ซื้อ MACD Formula สามารถตั้งค่าตามจำนวนวันที่ถือหุ้นไว้แล้วขายออกไป) 

                  MACD = EMA(12) – EMA(26)

                  ดังนั้น        ถ้าเส้น EMA(12) มีค่ามากกว่า EMA(26) ค่า MACD จะเป็น + 

                                    ถ้าเส้น EMA(12) มีค่าน้อยกว่า EMA(26) ค่า MACD จะเป็น –

 

การตีความผลลัพธ์ MACD Formula ได้ดังนี้ ถ้าค่า MACD เป็น + เส้น EMA(12) จะเหนือกว่าเส้น EMA(26) และถ้าค่า MACD เป็น - เส้น EMA(12) จะอยู่ใต้เส้น EMA(26) 

 

2. การวิเคราะห์เบื้องต้นของดัชนี MACD

เมื่อมีจำนวนค่า MACD หลายจำนวนต่อเนื่องกัน การวิเคราะห์จะเส้นกราฟจะเป็นเส้นควบคู่ไปกับกราฟราคาหุ้น ซึ่งจะแยกออกมาจากกราฟราคาหุ้น(นักลงทุนจะเห็นสองกราฟแยกจากกันชัดเจนในโปรแกรมหรือแอปพลิเคชัน)

อันดับแรกนักลงทุนจะเห็นเส้นทึบยาวในส่วนของกราฟ MACD เรียกว่า “เส้นแนวนอนของค่า MACD” ซึ่งจะมีค่า เท่ากับ 0 (แสดงว่า MACD Formula EMA(12) มีค่าเท่ากับ EMA(26) = 0)  

อันดับที่สอง นักลงทุนต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า MACD indicator สามารถเป็นบวก(+), ลบ(-) หรือ ศูนย์(0)ได้ 

                  กรณี MACD มีค่าเป็น + นั่นหมายความ EMA(12) มีค่ามากกว่า EMA(26) และเส้น EMA(12) จะอยู่เหนือเส้น EMA(26)

                  กรณี MACD มีค่าเป็น - นั่นหมายความ EMA(12) มีค่าน้อยกว่า EMA(26) และเส้น EMA(12) จะอยู่ใต้เส้น EMA(26)

                  และจุดตัดกันของทั้งสองเส้นจะเท่ากับ 0 เสมอ หากเส้นใดเส้นหนึ่งอยู่เหนือ 0 = พื้นที่ + และหากเส้นใดเส้นหนึ่งอยู่ใต้ 0 = พื้นที่ –

 

ค่า MACD indicator สามารถแบ่งออกได้ถึง 4 กรณี ได้แก่ ค่า MACD เป็นบวกและยิ่งมีค่าเป็นบวกมากขึ้น(ควรซื้อ), ค่า MACD เป็นลบและยิ่งมีค่าเป็นลบมากขึ้น(ควรขาย), ค่า MACD เป็นบวกและยิ่งมีค่าเป็นบวกลดลง และค่า MACD เป็นลบและยิ่งมีค่าเป็นลบน้อยลง  โดยที่จะมีบทบาทสำหรับการช่วยตัดสินใจในการดูทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น(Trend) และแรงส่งของราคาหุ้น(Momentum) 

ตัวอย่าง เช่น หากแรงส่งของราคาหุ้นมีทิศทางในการเคลื่อนที่แข็งแกร่ง แปลว่า เส้นสัญญาณเคลื่อนที่ขึ้นและขึ้น นักลงทุนควรซื้อ

 

3. การสวนทางกัน(Divergence)ของดัชนี MACD


เมื่อกราฟวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ลักษณะแบบ Convergence ทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นและแรงส่งของราคาหุ้นวิ่งไปในทางเดียวกันก็จะทำให้นักลงทุนตัดสินใจไม่ยาก แต่หากกราฟวิ่งไปในลักษณะแบบ Divergence คือ การเคลื่อนไหวของกราฟที่มีลักษณะสวนทางกันหรือขัดแย้งกันระหว่าง ราคาและดัชนีชี้วัด ซึ่งจะสามารถแบ่งออกได้สองกรณี ดังนี้ 

 

3.1 การแยกตัวออกจากกันแบบ ภาวะหมีตบลง(Bearish Divergence)

กรณี MACD เป็นลบ เส้น EMA ระยะสั้นอยู่ใต้เส้น EMA ระยะยาว การแยกตัวแบบ Negative หรือภาวะหมีตบลง signal แปลว่า แนวโน้มราคาหุ้นอาจมีการปรับตัวลง และแรงขายเป็นฝั่งควบคุมตลาดหรือทิศทางราคาหุ้น 

 

เมื่อแรงส่งราคาหุ้นอยู่ในทิศทางขาลงมีมาก(MACD เป็น -) หมายความว่า คนในตลาดต้องการขายหุ้นมาก ราคาหุ้นจึงตกลง ในทางกลับกันหากแรงส่งราคาหุ้นอยู่ในทิศทางขาลงมีน้อย หมายความว่า คนในตลาดต้องการเก็บหุ้นไว้มากกว่าขาย ทำให้ราคาหุ้นลดลดช้า

 

3.2 การแยกตัวออกจากกันแบบ กระทิงขวิดขาขั้น(Bullish Divergence)

กรณี MACD เป็นบวก เส้น EMA ระยะสั้นอยู่เหนือเส้น EMA ระยะยาว การแยกตัวแบบ Positive หรือภาวะกระทิงขวิดขาขึ้น signal แปลว่า แนวโน้มราคาหุ้นอาจะมีการปรับตัวสูงขึ้น และแรงซื้อเป็นฝั่งควบคุมตลาดหรือทิศทางราคาหุ้น

 

เมื่อแรงส่งราคาหุ้นอยู่ในทิศทางขาขึ้นมีค่ามาก(MACD เป็น +) หมายความว่า คนในตลาดต้องการซื้อหุ้นจำนวนมาก ราคาจึงพุ่งสูงอย่างเร็ว และในทางกลับกันหากแรงส่งราคาหุ้นอยู่ในทิศทางขาขึ้นมีค่าน้อย หมายความว่า คนไม่ต้องการซื้อหุ้นหรือต้องการซื้อน้อย ราคาหุ้นจึงเพิ่มขึ้น  

4. รูปแบบการซื้อขายต่าง ๆ ของดัชนี MACD


ดัชนี MACD จะมีการส่งสัญญาณนักลงทุนควรทำการซื้อหรือขาย เมื่อมีเส้นสัญญาณต่าง ๆ ตัดกับเส้น MACD ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามและดูกราฟราคาหุ้นอ้างอิงควบคู่กับไปด้วยเสมอ เพราะสัญญาณต่าง ๆ อาจไม่เที่ยงตรงเสมอไป เส้นสัญญาณของ MACD ที่น่าสนใจมีดังนี้

4.1 เส้น MACD ตัดเส้น Center Line

Signal แปลว่า ถ้าค่า MACD เป็น + ซึ่งจะอยู่เหนือเส้น Center Line และหากค่า MACD เป็น - จะอยู่ใต้เส้น Center Line ซึ่งหากเส้น MACD ตัดเส้น Center Line นั่นหมายความว่า มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น(Trend) ระยะกลาง

 

4.2 เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line

Signal แปลว่า ถ้าเส้น MACD ตัดเส้น Signal Line เหนือขึ้นไป = แนวโน้มทิศทางขาขึ้น  และหากเส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมาและ

อยู่ใต้ = แนวโน้มทิศทางขาลง ซึ่งหากเส้น MACD ตัดกับ Signal Line ไม่ว่าจะเหนือหรือใต้ นั่นหมายความว่า มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลแรงส่งราคาหุ้น(Momentum) ระยะสั้นหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ได้ ซึ่งมีโอกาสเกิดบ่อยกว่าแบบแรกในข้อ 4.1 


4.3 การแยกตัวออกจากกัน(Divergence)

Signal แปลว่า แบบสัญญาณอาจจะเป็น Bearish หรือ Bullish ก็ได้ มีโอกาสพบได้น้อยครั้งกว่าข้อ 4.1 และข้อ 4.2 เพราะเป็นสัญญาณเตือนที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ทั้งนี้ นักลงทุนควรใช้วิจารณญาณเสมอ เพราะราคาอาจจะไม่ได้กลับตัวเสมอไปก็ได้ ควรติดตามกราฟราคาหุ้น ก่อนการเทรดเสมอ


5. ดัชนีแบบวัดผลตาม MACD(lags)

5.1 นิยามดัชนีแบบวัดผลตาม 

MACD indicator คือ ดัชนีประเภทแบบวัดผลตาม(Lagging indicator) เพราะคำนวณจากข้อมูลราคาหุ้นย้อนหลัง 12 วัน หรือ 26 วัน เมื่อคำนวณจากข้อมูลที่บันทึกไว้ย้อนหลังในระบบ ทำให้เป็นตัวชี้วัดที่ใหสัญญาณหลังจากที่ทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นแบบใหม่ที่เกิดขึ้นแล้ว หรือหลังจากที่ราคามีการกลับตัวแล้ว ดังนั้น MACD indicator คือ การยืนยันการกลับตัวหรือการเปลี่ยนแนวโน้มราคาหุ้นที่นักลงทุนควรทราบว่ามีแนวโน้มใหม่เกิดขึ้นแล้ว


5.2 เสถียรภาพของดัชนีแบบวัดผลตาม 

ความแม่นยำของดัชนีประเภทวัดผลตามมีค่อนข้างสูง มีโอกาสในการเจอสัญญาณหลอกค่อนข้างต่ำ เพราะต้องมีการกลับตัวของราคาเกิดขึ้นเสียก่อน จากนั้นดัชนีฯจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนนักเทรดว่ามีการเปลี่ยนทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้จะทำให้นักลงทุนหาจังหวะเข้าทำคำสั่งซื้อขายได้ช้า ส่งผลให้ทำกำไรได้น้อย เพราะดัชนีฯ ส่งสัญญาณช้ากว่าประเภทตัวแปรชี้ภาวะเศรษฐกิจล่วงหน้า(Leading indicator เช่น Stochastic Oscillators และ RSI) 

 

นักลงทุนควรใช้งานดัชนี MACD โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นเสมอ และควรใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการประกอบตัดสินใจ ไม่ควรอ้างอิงแค่ดัชนี MACD เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นดัชนีประเภทใดก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นแค่เครื่องมือที่ช่วยประกอบการตัดสินใจ นักลงทุนไม่ควรทำธุรกรรมโดยใช้ข้อมูลจากดัชนีโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่น อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือการที่นักเทรดรู้จักประยุกต์ใช้ MACD indicator กับ indicator ตัวอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ