มีเงิน 20,000 บาท เอาไปลงทุนอะไรดี

คำตอบของคำถามนี้ “กว้างงงงงง” มากเลย เพราะเราแต่ละคนมีรสนิยม ทัศนคติ และเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงอาจจะมีสไตล์กรจัดสรรเงินที่ไม่เหมือนกัน แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องดีที่เราคิดถึงคำว่า “ลงทุน” ขึ้นมาได้ก่อน (หรืออาจจะหลัง?) คำถามว่า “จะไปช้อปอะไรดี”

ในบทความนี้ จึงจะขอนำเสนอ5 แนวทาง เพื่อพอเป็นไอเดียให้นำไปใช้ต่อยอดการเงินการลงทุนดู และโปรดอย่าลืมว่า “อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว” หมายความว่า อย่านำเงินที่มี ไปใช้ทำอะไรเพยงอย่างเดียว เราต้องกระจายความเสี่ยง

การฝากเงินกับธนาคาร

การออมมีหลายประเภท ถ้าเป็นสมัยก่อน คนก็จะไปฝากธนาคาร แต่ว่าเดี๋ยวนี้ อัตราดอกเบี้ยก็โตช้าไม่ทันอัตราเงินเฟ้อ กว่าจะได้ดอกผลมาใช้ ราคาค่าครองชีพก็ทะยานไปถึงไหน ๆ แล้ว เงินที่มี 100 บาทวันนี้ อาจซื้อได้เพียงน้ำเปล่า 1 ขวดในวันหน้า ดังนั้น การฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำกับธนาคาร คงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะฉะนั้น คงต้องกล้างเสี่ยงขึ้นมาอีกนิดด้วยการนำไปลงทุน แต่กระนั้น การลงทุนก็มีหลายระดับจำแนกตามความเสี่ยง (ของการสูญเสียเงินต้น) เช่น

เสี่ยงน้อยมาก หรือไม่เสี่ยงเลย คือการเก็บเงินสดไว้กับตัว ไม่หายแน่ ๆ หากใส่กำปั่นลงกลอนฝังดินไว้ แต่ถ้าวันไหนน้ำท่วม ไฟไหม้ ปลวกกินล่ะ อันนี้คือความเสี่ยง

เสี่ยงขึ้นมาอีกหน่อย คือการฝากธนาคาร อันนี้ก็มีสภาพคล่องมาก คือเดินไปธนาคารหรือกดเอทีเอ็ม ก็ได้เงินสดมาใช้ทันที แต่ก็เสี่ยง ที่หากว่าธนาคารนั้นเกิดเลิกกิจการขึ้นมา

การลงทุนในกองทุนรว

วิธีการนี้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ยังไม่มีเงินทุนจำนวนมาก หรือยังไม่มีประสบการณ์ทางการลงทุน เพราะการลงทุนในกองทุนรวม จะเป็นการระดมทุน (เงิน) จากนักลงทุนรายย่อย (เช่น มนุษย์เงินเดือน หรือผู้มีรายได้น้อยกว่านักธุรกิจ)

ผู้สนใจสามารถสอบถามจากบริษัทหลักทรพย์ในเครือของธนาคารพาณิชย์ที่มีปัญชีเงินฝากออมทรัพย์ และเปิดบัญชีลงทุนได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ยังสามารถเช้กข้อมูลกองทุนที่น่าสนใจต่าง ๆ บนเว็บไซต์การเงินทั่วไปได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลสาธารณะ

กองทุนรวมจำแนกความเสี่ยงออกเป็น 8 ระดับ กองทุนที่เสี่ยงน้อยที่สุดคือระดับ 1 ได้แก่ กองทุนที่มีเป้าหมายการลงทุนในเงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล เพราะกองทุนประเภทนี้จะระดมเงินทุกเพื่อไปซื้อสินค้าทางการเงินเหล่านั้น ซึ่งผู้ขอระดมทุนก็คือรัฐบาล เป็นการยากที่รัฐบาลของประเทศจะล้มละลาย (นั่นหมายถึงประเทศสูญสิ้น) ส่วนระดับ 8 คือกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงสุด เป็นกองทุนที่จะนำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ น้ำมัน ทองคำ หรือสินค้ทางการเงินที่ค่อนข้างมีความผันผวนสูง ดังนั้นกองทุนระดับ 8 นี้ จึงเหมาะกับผู้ที่กล้าเสี่ยง หรือมีความรู้ความเข้าใจในกลไกตลาดพอสมควร

แล้วเราจะเลือกลงทุนในกองทุนระดับใดดี?

คำตอบนี้ ต้องเกิดจากการตอบโจทย์ว่า เรามีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนนั้นในระยะเวลาใกล้ ๆ นี้หรือไม่ เพราะปัจจัยนี้ จะช่วยให้เราประมาณการณ์ได้ว่า เมื่อถึงเวลาที่จำเป็น เราจะมีเงินสดถืออยู่ในมือได้ทันเวลา (สภาพคล่อง) หากว่านำเงินไปลงทุนแล้ว ถึงวันนั้นเกิดมูลค่าของกองทุน (และรวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ) ลดลงจากตอนที่ซื้อเข้ามา นั่นหมายความว่าเราจะ “ขาดทุน” ในตอนขายออก เช่น ซื้อกองทุนรวม 1 หน่วย หน่วยละ 10 บาท เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเงินสด มูลค่าของมันอยู่ที่ 8 บาท เท่ากับเราจะขาดทุนหน่วยะละ 2 บาท หรือเมื่อถึงเวลาที่ต้องการ เราส่งคำสั่งขายออกไปแล้ว แต่ต้องคอยอีก 2 วันทำการ เช่นนี้เรียกว่าสภาพคล่อง (เปรียบเทียบกับการไปถอนเงินจากธนาคาร เราจะได้รับเงินทันที)

เมื่อพอทราบแล้วว่าเรามีความจำเป็นในการใช้เงินจำนวนนั้นเพียงไร เราจะจัดสรรเงินได้กระชับมากขึ้น เราจะไปช้อปปิ้งในตลาดดูว่ามีกองทุนใดของบริษัทหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์ใด ภายใต้เงื่อนไขความเสี่ยงที่เราต้องการบ้าง จากนั้น ให้ศึกษาจากหนังสือชี้ชวนฉบับย่อ เพื่อดูรายละเอียดเรื่องนโยบายการลงทุน (ไปลงทุนที่ไหน ในสินทรัพย์อะไร) ดูค่าธรรมเนียม (ซื้อ ขาย สับเปลี่ยน ฟรีหรือไม่ มีอัตราเท่าไร สิ่งนี้กระทบต่อผลตอบแทนโดยรวม) ดูการปันผล (ถ้าไม่ปันผล เงินที่ได้จะถูกทบต้นไปใช้ในการลงทุน ถ้าปันผล จะเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% หรือนำไปคำนวณรวมที่ภาษีปลายปีก็ได้ ต้องดูอัตราภาษีของตนอีกครั้ง)

หากไม่รู้ว่าจะลงทุนเท่าไรดี แนะนำให้เฉลี่ยลงทุนทุก ๆ เดือน หรือที่เรียกว่า Dollar Cost Average (DCA) คือการเฉลี่ยเงินเท่า ๆ กันทุกเดือนเพื่อซื้อกองทุนใด ๆ โดยไม่สนใจว่ามูลค่า NAV ของเวลาที่ทำการซื้อจะเป็นเท่าไร

การลงทุนในกองทุนรวมดัชนี ก็เป็นการจัดสรรเงินที่น่าสนใจ โดยอิงมูลค่าของสินค้าทางการเงินจากมูลค่าของดัชนีหลักทรัพย์ (เช่น SET50, SET100 ของไทย) การจัดสรรเงินไปลงทุนในกองทุนรวมประเภทนี้ จะเสมือนเราเป็นหนึ่งในเจ้าของของบริษัทเหล่านั้นถึง 50 หรือ 100 แห่งของไทยเลยทีเดียว

การลงทุนในหุ้น

หากมีเงินทุนเพิ่มขึ้นมาอีกนิด (ค่อย ๆ สะสม) ก็สามารถนำไปซื้อหุ้นจากบริษัทใหญ่ ๆ แลดูมั่นคง มีความสามารถในการผลิตกระแสเงินสด การบริหาร เพื่อปันผลประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นจะมีความเสี่ยงขึ้นมาอีกหน่อย ตรงที่ว่า ถ้าหากเรานำเงินที่มีทั้งหมดไปทุ่มให้เขา แล้วเกิดผลไม่ได้ตามที่ประมาณการไว้ ก็จะลำบาก ดังนั้น วิธีการลงทุนในหุ้น ต้องผ่านการศึกษาข้อมูลการเงิน (อ่านงบการเงิน 3 รายการ (งบกระแสเงินสด, งบกำไรขาดทุน, และงบดุล)) การบริหารจัดการของผู้ออกหุ้นนั้นมาเป็นอย่างดีเสียก่อน

แต่ก็ยังมีกองทุนรวมที่เรียกว่า “กองทุนรวมหุ้น” และ “กองทุนรวมดัชนี” ไว้ให้เป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการจัดสรรเงินไปยังกิจการใหญ่ ๆ ในตลาดหุ้นด้วย

ผู้ลงทุนสามารถใช้ดัชนีหุ้นไทย เช่น SET50 หรือ SET100 หรือ SETHD ในการช่วยเลือกกิจการและบริษัทที่จะนำเงินไปลงทุนได้ เนื่องจากกิจการที่มีลิสต์ใน SET50 นี้ SET100 คือการจัดอันดับบริษัทของไทยที่มีผลประกอบการดีในทุก ๆ ครึ่งปี (เพราะจัดจัดอันดับใหม่ทุก 6 เดือน) หรือ SETHD คือบริษัทของไทย ที่มีอัตราปันผลต่อหน่วยสูง

การลงทุนเปิดร้านขายของ

เดี๋ยวนี้การจะเปิดร้านขายของ อาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป เพราะหากเปิดร้านออนไลน์ ก็จะหมดปัญหาค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่เป็นค่าใช้จ่ายผันแปร อาจจะยุ่งยากที่จะควบคุมได้ การมีร้านออนไลน์นั้น เพียงชำระค่าธรรมเนียมให้ผู้ให้บริการระบบ (มีกำหนดเป็นอัตราตายตัว จึงง่ายต่อการบริหารจัดการ) ก็ไม่ยากเลย เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ช้อปปิ้งที่เป็นที่รู้จักในไทย หรือแพลตฟอร์มจากทางตะวันตก ก็เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายในตลาดคนไทย เราสามารถสำรวจดูก่อนได้ว่า สินค้าแบบไหนเป็นที่ต้องการของกลุ่มเป้าหมาย (Niche) ของเรา

ถ้าสนใจทางนี้ แนะนำให้ศึกษาด้วยตนเองจากเว็บไซต์ทางการของแพลตฟอร์ม อ่านจาก FAQ ผู้ขายดู ว่าถ้าเกิดปัญหาเช่นนี้ ทางผู้ให้บริการจะช่วยจัดการปัญหาอย่างไร เพราะหนังสือคู่มือที่วางขายตามแผงหนังสือทุกวันนี้ ไม่สามารถตอบคำถามเชิงลึกเหล่านั้นได้ (เขียนเพื่อขายเท่านั้น) และข้อมูลพวกนั้น ก็ถูกนำออกมาจากเว็ไซต์และแต่ละแพลตฟอร์มก็มีอัตราค่าลงสินค้า ค่าคอมมิชชั่นการขาย และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ แตกต่างกันไป

เราควรจัดสรรแผนธุรกิจให้รอบคอบรัดกุม จะหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจได้อย่างไร จะติดต่อเพื่อเสนอแผนอย่างไรให้น่าเชื่อถือ ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น ศึกษาจากผู้ที่ประสบความสำเร็จในวงการนี้ แล้วนำมาปรับใช้กับสไตล์การทำงานของตน

ทำคอนโดให้เช่ารายเดือนหรือรายวัน

เอาเงิน 20,000 บาทไปดาวน์คอนโดในทำเลดี ๆ ชานกรุงใกล้รถไฟฟ้า ใกล้ย่านการค้า หรือคอนโดตากอากาศตามชายทะเล ก็ไม่เลว บวกกับมีไอเดียในการจัดแต่งห้องให้ดึงดูดกลุ่มลูกค้า (เช่น นักศึกษามหาวิทยาลัย คนทำงาน นักท่องเที่ยวต่างชาติ) และอัธยาศัยที่ดีในการทำการค้า ก็สามารถมัดใจคนเช่าได้

หรือหากที่บ้านมีห้องเหลือ ๆ มีพื้นที่ อยู่ในทำเลที่เป็นย่านการค้า ชุมชน หรือแหล่งท่องเที่ยว ก็น่าสนใจหากจะรับลุคให้เป็นห้องพักรายวันเช่น Air bnb

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในประเทศไทย การเปิดห้องพักรายวันโดยบุคคลอาจยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย และการชำระภาษีอยู่บ้าง ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบรอบด้าน เพื่อลดความผิดพลาดจากประเด็นนี้

ส่วนการทำคอนโดให้เช่านั้น แม้จะมีรายรับเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็มิได้มีสิ่งใดการันตีรายได้ เพราะบางครั้งอาจพบผู้เช่าที่ค้างชำระค่าเช่าบ้าง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายจิปาถะที่จำเป็นบ้าง หรือบางกรณี หากผู้เช่าหมดสัญญาย้ายออก เราก็จะเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนหนึ่งในการบูรณะซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดี ผู้ลงทุนควรวางแผนการใช้จ่ายให้ครอบคลุมประเด็นนี้ด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับไอเดียการลงทุนด้วยเงินทุน 20,000 บาท สิ่งที่สำคัญคือการสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน หางานให้เงินทำ รู้จักการบริหารความเสี่ยง กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์และวิธีการต่าง ๆ ภายใต้เงื่อนไขของความเสี่ยงที่รับได้ตามแต่ละช่วงอายุและจังหวะชีวิต