Price Action คืออะไร 5 รูปแบบของ Price Action ที่ได้ผลที่สุด

Price Action หรือการเปลี่ยนแปลงของราคา หมายถึง ในช่วงเวลาใด ๆ ที่ให้ความสำคัญ สินทรัพย์นั้นมีมูลค่าการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด แบบใด ทั้งนี้ การประเมินภาพกว้าง ๆ ของการเปลี่ยนแปลง จะเป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจซื้อ ถือครอง หรือขายเพื่อทำกำไรได้นั่นเอง

ดังนั้น จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะการเทรดฟอร์เร็กซ์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปอ้างอิงใช้กับหุ้น ดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมายได้

ผู้ที่ให้ความสนใจการเปลี่ยนแปลงของ Price Action เป็นพิเศษ คือนักเทรด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เดย์เทรด” (Day Trade) ผู้เน้นการมุ่งมั่นทำกำไรในระยะสั้น (Short Timeframe) เนื่องจากว่านักเทรดมุ่งเน้นการขายในราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมา ในขณะที่นักลงทุน จะเป็นการสะสมมูลค่าของสินทรัพย์นั้น ๆ ไว้ในระยะยาว

เหตุที่เดย์เทรดควรให้ความสำคัญกับความหมายของการแปล Price Action ของกราฟแท่งเทียน เนื่อกงจากว่า มันจะช่วยให้เราคาดคะเนการกระทำต่อจากนี้ โดยอาศัยหลักฐาน และร่องรอยจากอดีต

4 เสาของ Price Action

ต่อมา เราจะมาเรียนรู้กันว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ประกอบกันขึ้นมาเป็น Price Action อันดับแรกอยากให้เข้าใจก่อนว่า สิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ทั้งหมด คือการมอง “บางส่วน” ของกราฟแท่งเทียนในแต่ละช่วงเวลาที่ต้องการทราบข้อมูล

1) Outside Bar at Support or Resistance รูปแบบของการเปลี่ยนแปลงราคาแบบนี้ คือการที่ราคาสูงสุดของวันก่อนหน้า ต่ำกว่าราคาต่ำสุดของวันปัจจุบัน ภาพอย่างง่ายคือ แท่งเทียนทางด้านขวา (ไม่ว่าจะ Bull หรือ Bear) จะยาวกว่าแท่งเทียนทางด้านซ้าย (วันก่อนหน้า)

2) Inside Bar After a Breakout สะท้อนถึงอารมณ์ความไม่ชัดเจน หรืออีกนัยะหนึ่งคือความไม่ไม่ใจในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Short Term Market ภาพอย่างง่ายของสภาวะเช่นนี้คือ กราฟแท่งเทียนด้านขวา (วันปัจจุบัน) จะสั้นกว่ากราฟแท่งเทียนด้านซ้าย (วันก่อน หรือเรียกว่า Mother Bar)

3) Spring at Support รูปแบบของ Price Action นี้ เป็นตัวอย่างของ "Bear Trap" (กับดักหมี (ผู้ขาย)) เนื่องจากราคาที่ลดลงต่ำกว่าแนวรับ ดูจะส่งสัญญาณการเริ่มต้นใหม่ของแนวโน้มขาลง แต่ในความเป็นจริงการลดลงถือเป็นจุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาลง ดังนั้นจึงเป็นการ "ดัก" ผู้ขายหรือหมี เพราะถ้าใจเร็วขายไป ก็อาจขาดโอกาสการทำกำไรได้

ก่อนตัดสินใจจะซื้อหรือจะขายออก ต้องพิจารณา 2 ประการดังนี้ (1) ปริมาณ (Volume) ในตอนเทสจะต้องมีน้อยกว่าสปริง ไม่เช่นนั้น ก็ไม่ควรจะซื้อ และ (2) ราคาของเทส ควรจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าของสปริง

4) Long Wick หมายถึง “ไส้เทียนยาว” พบได้ทั้งช่วงที่เป็น Bullish Market (ตลาดกระทิง หรือขาขึ้น) และ Bearish Market (ตลาดหมี หรือขาลง) โดยที่ไส้เทียนด้านบนหรือล่าง ด้านใดด้านหนึ่งจะยาวกว่าอีกด้านมาก มีความหมายว่า ณ ช่วงเวลานั้น ราคาได้ดำเนินไปถึงจุดสูงสุดหรือหรือต่ำสุด และย้อนหรือผันตัวกลับมาปิดตลาดในแบบสุดโต่ง โปรดสังเกตกราฟด้านล่างนี้ประกอบ

จากแท่งเทียนซ้ายมือ แทน Bullish Market ที่มีลักษณะเช่นนี้ หมายความว่า ณ ช่วงเวลานั้น เปิดตลาดที่ราคาเท่านี้ และราคามีการลดลงไปจากราคาเปิดค่อนข้างมาก (เมื่อเทียบกับราคาที่เคยไปสูงสุดก่อนปิดตลาด) ส่วนแท่งเทียนด้านขวามือ แทน Bearish Market ที่มีลักษณะเช่นนี้ หมายความว่า ณ ช่วงเวลานั้น ราคามีการพุ่งไปสูงกว่าตอนเปิดตลาดค่อนข้างมาก (เมื่อเทียบกับราคาที่เคยไปต่ำสุดก่อนปิดตลาด)

วิธีการคำนวณมูลค่า Price Action

โปรดระลึกเสมอว่า แม้จะเรียกว่า “การคำนวณ” แต่ก็เป็นเพียงการ “คาดการณ์” อนาคตจากข้อมูลที่มีอยู่เท่านั้น ดังนั้น เมื่อถึงเวลานั้นแล้วอาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่จริงตามที่คิดไว้ก็ได้

1) กราฟแท่งเทียน เป็นเครื่องมือบ่งบอกถึงราคาสินทรัพย์ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 1 ชั่วโมง หรือ 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน เป็นต้นว่าสินทรัพย์นั้น ๆ มีสภาวะเป็นอย่างไร ผู้อ่านสามารถศึกษาเกี่ยวกับกราฟแท่งเทียนได้จากบทความที่ชื่อการอ่านกราฟแท่งเทียนพื้นฐาน

2) แรงต้านและแรงรับ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของราคา ณ ช่วงเวลาหนึ่งเทียบกับสองช่วงขึ้นไป คำว่าแรงต้าน (Resistance) หมายถึง หากว่าช่วงเวลาก่อนหน้า ราคาทะยานสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ กระทั่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้าม (หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ราคาปรับตัวลดลง) จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคานั้นจะเรียกว่า “แรงต้าน” ในทางกลับกัน หากว่าช่วงเวลาก่อนหน้า ราคาดิ่งลงเรื่อย ๆ กระทั่งเมื่อถึงเวลาหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้าม (หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ราคาปรับตัวสูงขึ้นไป จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคานั้นจะเรียกว่า “แรงรับ” (Support)

3) โครงสร้างของตลาด (Market Structure / Market Trend) เป็นเครื่องมือบอกว่า ณ เวลาที่ต้องการทราบนั้น สภาพของตลาดมีความรุนแรงหรือราบเรียบเพียงใด เราจำแนกได้ 2 โครงสร้าง (สภาวะ) คือ โครงสร้างแบบตลาดหมี (Bear Market Structure) กับโครงสร้างแบบตลาดกระทิง (Bull Market Structure) หากเป็นตลาดขึ้น มูลค่าของสินทรัพย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นั่นคือคำจำกัดความของตลาดกระทิง (มักแทนด้วยสีแดง ร้อนแรง ดุดัน) แต่หากเป็นสภาวะที่เป็นตลาดขาลง มูลค่าของสินทรัพย์มีแนวโน้มลดลง นั่นคือคำจำกัดความของตลาดหมี (มักแทนด้วยสีเขียว ราบเรียน อ่อนโยน)

กลยุทธ์การเทรดด้วย Price Action

ไม่มีแบบแผนว่าต้องดำเนินไปเช่นไร เพราะวิธีการ รสนิยม และเป้าหมายการเทรดของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกัน บางคนอาจมองว่าที่จุดหนึ่ง ณ เวลานี้คือที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา ในขณะที่อีกคนอาจมองเห็นเป็นอีกแบบก็ได้

ต่อไปนี้คือปัจจัยที่นักเทรดทุกท่านควรตระหนักเสมอในการอ่านกราฟและการเทรด

1) เช็กข่าวคู่สกุลเงินอยู่เสมอ สิ่งนี้จะช่วยวาดภาพกว้าง ๆ ของสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของอัตราแลกเปลี่ยน เช่น นโยบายการค้า สภาพเศรษฐกิจ การเมืองของประเทศที่เป็นเจ้าของสกุลเงินดังกล่าว

2) ศึกษาความแปรปรวนของตลาดที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในข้อ 1) ข้างต้น ใจเย็น ๆ คอยจับตาดูว่าผู้คนมีปฏิกิริยาต่อข่าวคราวพวกนั้นอย่างไร และจัดการความเสี่ยงในส่วนของตนเองให้ดี

3) วางแผนเพื่อการซื้อ ถือครอง หรือขาย เมื่อพิจารณาทิศทางของผู้คนดังข้อที่ 2) ข้างต้นแล้ว คงพอจะประเมินทิศทางได้ว่า ณ เวลาปัจจุบันนี้ตนเองควรทำอย่างไรเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

4) อย่าใจเร็วด่วนได้ อย่างคาดหวังจากตลาด เพราะอย่าลืมว่าข้อมูลบนกราฟที่เราเห็นนั้น คือภาพของอดีต ไม่มีใครจะบอกอนาคตได้อย่าวชัดเจน แต่เราจะต้องเทรดด้วยความใจเย็น รอบคอบ หากคิดว่าเมื่อถึงราคาที่พึงพอใจแล้ว ก็ไม่ควรทำตามสำนวนที่ว่า “ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา” สุดท้าย อาจไม่ได้อะไรเลย

5) อย่ายึดมั่นถือมั่นในความคิดเดิม ๆ เพราะว่าวันหนึ่งข้างหน้า อาจมีกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสมกับสถานการณ์กว่าเข้า นักเทรดต้องเป็นคนที่ใจเปิดกว้าง ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลง และมีใจพร้อมเรียนรู้เพื่อเป้าหมายสูงสุดจากการเทรด

เคล็ดลับการเทรดฟอร์เร็กซ์ด้วย Price Action

มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจกลไกการทำงานของ Price Action เพื่อให้ตนเองเป็นผู้ควบคุมเกมโดยตนเอง มิใช่การเทรดด้วยคำแนะนำจากซอฟต์แวร์เพียงฝ่ายเดียว

สิ่งที่นักเทรดควรให้ความสำคัญคือ ต้นทุนที่ตนได้รับมาของสินทรัพย์นั้น ๆ เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งแล้วพบว่า มูลค่าที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นที่น่าพึงพอใจแล้ว และต้องการทำกำไร ก็ไม่ควรจะรีรอหรือคาดหวังอนาคตว่าราคาจะปรับตัวเพิ่มได้อีก เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง

นักเทรดหลายท่าน ใช้เพียงกราฟของ Price Action เป็นเครื่องมือในการประมาณการณ์ จัดการความเสี่ยงของตน โดยอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาดัชนีชี้วัดอื่น ๆ เลย นั่นเป็นเพราะว่า Price Action ได้ทำหน้าที่ทั้งหมดโดยครบถ้วนแล้ว

ถึงจะบอกว่า นักเทรดหลายท่านใช้เพียง Price Action เป็นเครื่องมือ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านี่คือวิธีการหรือหนทางที่ดีที่สุด เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง เราอาจค้นพบวิธีการที่เหมาะสมกว่าสำหรับตนเองก็เป็นได้